หุ้นไบโอเทคผลตอบแทนพุ่ง 64% ชนะทองคำ ทิสโก้ชี้แนวโน้มโตต่อ
หุ้นไบโอเทคผลตอบแทนพุ่ง 64% ชนะทองคำ ทิสโก้ชี้แนวโน้มโตต่อ

พอร์ตการลงทุนที่ใช่ ต้องมีกลุ่มเฮลธ์แคร์ โดยเฉพาะหุ้นไบโอเทคที่กำลังมาแรง ท่ามกลางสงครามที่ปะทุขึ้น หุ้นกลุ่มนี้ยังคงทำผลตอบแทนโดดเด่น แซงหน้าทองคำและหุ้นโลก ทิสโก้ชี้แนวโน้มยังเติบโตต่อเนื่อง

หุ้นไบโอเทคผลตอบแทน 64% ชนะทองคำ

นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารแนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์มาตั้งแต่ต้นปี 2569 เพราะมองว่าเป็นกลุ่มหุ้นปลอดภัยที่ยังเติบโตได้แม้เศรษฐกิจซบเซา รวมทั้งราคาหุ้นมีโอกาสก้าวกระโดดเร็วขึ้นเนื่องจาก AI เข้ามาช่วยกระบวนการค้นคว้ายาใหม่ให้ประสบความสำเร็จสูงกว่าในอดีต ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามคาดหมาย

ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นเฮลธ์แคร์สร้างผลตอบแทนโดดเด่น โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ หรือไบโอเทค ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงกว่าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ พิสูจน์ว่านวัตกรรมการแพทย์กำลังถูกยกระดับเป็นสินทรัพย์ทำกำไรที่แข็งแกร่งในภาวะวิกฤต

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นายณัฐกฤติกล่าวว่า จากข้อมูลช่วงตั้งแต่วันที่เกิดเหตุการณ์โจมตีสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน คือตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 27 เมษายน 2569 การลงทุนในหุ้นกลุ่มไบโอเทคให้ผลตอบแทน 8% ในขณะที่ทองคำให้ผลตอบแทนติดลบ 13% และหุ้นโลกให้ผลตอบแทนเพียง 2.4% ยิ่งไปกว่านั้น หากเปรียบเทียบผลตอบแทนย้อนหลังในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าการลงทุนในหุ้นกลุ่มไบโอเทคสร้างผลตอบแทนสูงถึง 64% ชนะทั้งทองคำที่ให้ผลตอบแทน 38.41% และหุ้นโลกที่ให้ผลตอบแทน 29.95%

3 ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก

สาเหตุที่หุ้นกลุ่มไบโอเทคปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา เกิดจาก 3 ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • ภูมิคุ้มกันสูง ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ในขณะที่ธุรกิจอื่นหยุดชะงักจากค่าขนส่งหรือราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แต่ธุรกิจไบโอเทคมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพราะความต้องการยารักษาโรคเป็นความจำเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าโลกจะเกิดอะไรขึ้น คนไข้ยังต้องใช้ยา นี่คือกลุ่มธุรกิจที่มีความสัมพันธ์กับวิกฤตโลกต่ำ แต่มีความมั่นคงในเชิงรายได้สูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง
  • ยุคทองของ M&A ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วงยุคทองของ M&A เมื่อบริษัทยารายใหญ่ (Big Pharma) ที่กำลังเผชิญภาวะหน้าผาสิทธิบัตร (Patent Cliff) เร่งทุ่มงบมหาศาลเพื่อเข้าซื้อบริษัทไบโอเทคขนาดกลางและเล็กที่มีนวัตกรรมล้ำสมัย เพื่อชิงสิทธิบัตรยาตัวใหม่ ซึ่งดีลเหล่านี้มักเกิดในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด (Premium) ดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วภายในชั่วข้ามคืน
  • FDA เร่งอนุมัติยา กฎระเบียบที่เคยยุ่งยากในการอนุมัติยาจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) กำลังเปลี่ยนไป ด้วยโปรแกรม Accelerated Approval และ Priority Review Vouchers (PRV) ทำให้ยาตัวใหม่ได้รับการอนุมัติและเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลดความเสี่ยงด้านเวลาและทำให้บริษัทรับรู้รายได้ไวขึ้น ในขณะเดียวกันยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จูงใจให้บริษัทยาขนาดใหญ่เร่งเข้าซื้อกิจการ

MedTech มาแรงไม่แพ้กัน

นอกเหนือจากหุ้นกลุ่มไบโอเทค อีกกลุ่มที่โดดเด่นและน่าจับตามองคือ Healthcare Equipment & Supplies (MedTech) หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง เช่น หุ่นยนต์ผ่าตัดหลอดเลือด หรือ AI คัดกรองมะเร็งความแม่นยำสูง ซึ่งกำลังกลายเป็นเป้าหมายสำคัญในกระแส M&A ของบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการทางลัดในการเติมพอร์ตนวัตกรรมและขยายฐานรายได้

ในปีนี้ ธุรกิจ MedTech ได้ยกระดับโมเดลธุรกิจจากเพียงผู้ผลิตเครื่องมือ สู่การเป็น Software-as-a-Medical-Device (SaMD) อย่างเต็มตัว โดยเปลี่ยนจากการขายขาดมาเป็นการเก็บค่าบริการ Subscription รายปีผ่านการอัปเดต AI และซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง โมเดลรายได้แบบ Recurring Revenue นี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มอัตรากำไร (Margin) ให้สูงขึ้นและสม่ำเสมอ แต่ยังสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ดึงดูดให้เกิดการควบรวมกิจการจากบริษัท Biopharma ขนาดใหญ่ เพื่อปิดช่องว่างทางการเติบโตและสร้าง New S-Curve ในระยะยาว