สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER Research) เปิดเผยผลการศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับโครงสร้างหนี้ของเกษตรกรไทย พบว่าสถานการณ์น่าเป็นห่วง เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่มีหนี้สินสูงและไม่สามารถชำระคืนได้ โดยเฉพาะหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของหนี้ทั้งหมด
หนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงถึง 250,000 บาท
นางโสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามหนี้ของเกษตรกรไทยจำนวน 3.79 ครัวเรือน พบว่าในปี 2568 เกษตรกรมีหนี้เฉลี่ย 250,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งสูงกว่าครัวเรือนทั่วไปถึง 3 เท่า และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย 30% ของครัวเรือนเกษตรกรกำลังจะมีหนี้สินเกือบ 500,000 บาทต่อครัวเรือน
90% จ่ายแต่ดอกเบี้ย ไม่ตัดเงินต้น
ข้อมูลตั้งแต่ปี 2560-2568 ชี้ให้เห็นว่า มีเกษตรกรเพียง 10% เท่านั้นที่ชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มากกว่า 50% ชำระเพียงแค่ดอกเบี้ย ส่งผลให้เกิดหนี้เรื้อรัง และไม่สามารถลดยอดหนี้ลงได้
นางโสมรัศมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มีครัวเรือนเกษตรกรเพียง 25% เท่านั้นที่มีแนวโน้มปิดจบหนี้ได้ด้วยตัวเอง ขณะที่ 52% ของครัวเรือน คิดเป็น 61% ของหนี้รวม มีแนวโน้มต้องผ่อนส่งหนี้ไปจนอายุเกิน 70 ปี โดยในจำนวนนี้ 22% ไม่มีโอกาสปิดจบหนี้ได้เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอ ส่วนอีก 30% สามารถปิดหนี้ได้หากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายและการผ่อนชำระ
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข
จากการลงพื้นที่พบว่า เกษตรกรไทยส่วนใหญ่มีการหารายได้เสริม เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร หรือรับจ้าง ทำให้มีรายได้เป็นรายเดือน แต่กรอบการผ่อนชำระหนี้ยังเป็นรายปี ทำให้เงินที่เหลือในแต่ละเดือนถูกนำไปใช้จ่ายอื่นแทนที่จะนำไปชำระหนี้ เมื่อครบกำหนดรอบปีก็สามารถชำระได้เพียงดอกเบี้ยเท่านั้น
อีกประเด็นสำคัญคือ ลูกหนี้ต้องเดินทางไปชำระหนี้ที่สาขาของ ธ.ก.ส. เท่านั้น ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 300-1,000 บาทต่อครั้ง ทำให้เกษตรกรไม่คุ้มที่จะเดินทางไปชำระหนี้ทุกเดือน แม้จะมีเงินเหลือก็ตาม
ทดลอง 3 แนวทางเพื่อกระตุ้นการผ่อนหนี้
PIER Research ร่วมกับ ธ.ก.ส. ทำการทดลองเพิ่มแรงกระตุ้นการผ่อนชำระหนี้ 3 แนวทาง ได้แก่
- การปรับวิธีการตัดหนี้: ตัดหนี้เงินต้นก่อนดอกเบี้ย
- การให้แรงจูงใจ: ทุก 1,000 บาทที่ผ่อนหนี้จะได้รับสลากผ่อนหนี้ ซึ่งจับรางวัลทุกไตรมาส
- การลงพื้นที่รับชำระหนี้: ทีมงาน ธ.ก.ส. ลงทุกหมู่บ้านทุกต้นเดือนเพื่อรับชำระหนี้
ผลการทดลองพบว่า 49% ของกลุ่มที่ได้รับแรงจูงใจสามารถผ่อนหนี้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะแรงจูงใจจากสลากและการรับชำระหนี้ในพื้นที่ แสดงให้เห็นว่าสถาบันการเงินต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อช่วยให้เกษตรกรชำระหนี้ได้มากขึ้น
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
นางโสมรัศมิ์ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มเกษตรกร 22% ที่ไม่มีกำลังผ่อนชำระหนี้ รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือโดยใช้งบประมาณลดหรือตัดหนี้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีกว่าการช่วยเหลือแบบเดิมที่ให้ความช่วยเหลือแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม



