นโยบายโซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพงจากสงคราม
นโยบายโซลาร์รูฟท็อปของภาครัฐกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC โดยนายจิรวุฒิ อิ่มรัตน์ นักวิเคราะห์อาวุโส วิเคราะห์ว่านโยบายดังกล่าวทำให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีโอกาสคืนทุนเร็วขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงานและมาตรการลดหย่อนภาษี
มาตรการลดหย่อนภาษี 2 แสนบาท ช่วยลดต้นทุน
มาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ภาครัฐประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 มีส่วนสำคัญในการจูงใจประชาชน โดยเฉพาะในสภาวะที่ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง มาตรการแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก
- มาตรการสำหรับภาคครัวเรือน ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อระบบ
- มาตรการสำหรับภาคธุรกิจ ลดหย่อนภาษีเงินได้ร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงานที่ได้รับฉลากประสิทธิภาพสูงระดับ 5 ดาว
มาตรการลดหย่อนภาษีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ติดตั้งจะได้รับเงินคืนบางส่วนหลังยื่นแบบภาษี คิดเป็นการลดต้นทุนราวร้อยละ 5-20 พร้อมช่วยลดค่าใช้จ่ายจากค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูง
ตัวอย่างการคืนทุนเร็วขึ้น
ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000-5,000 บาทต่อเดือน และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 6-7 ปี ซึ่งเร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี หากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงและติดตั้งขนาดใหญ่ขึ้น เช่น 5 KWp สำหรับค่าไฟฟ้าตั้งแต่ 5,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป จะคืนทุนได้ราว 4-6 ปี จากเดิม 7 ปี
นอกจากนี้ หากภาครัฐใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive โดยคิดอัตรา 3 บาทต่อหน่วยสำหรับ 200 หน่วยแรก 3.95 บาทต่อหน่วยสำหรับ 201-400 หน่วย และ 5 บาทต่อหน่วยสำหรับ 401 หน่วยขึ้นไป จะส่งผลให้กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยมีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้น และหากติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป จะสามารถคืนทุนเร็วขึ้นอีก 1-3 เดือน
อุปสรรคในการติดตั้งและแนวทางแก้ไข
การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังมีอุปสรรค โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การหาผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม ครัวเรือนสามารถลดอุปสรรคผ่าน 2 แนวทาง
- เลือกผู้ให้บริการที่มีทางเลือกการชำระเงินหลากหลาย เช่น สินเชื่อเช่าซื้อหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งช่วยลดภาระเงินก้อนแรกและเพิ่มความคุ้มค่าร่วมกับมาตรการลดหย่อนภาษี
- เลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ มีข้อมูลสินค้า ราคา การรับประกัน และบริการหลังการขายที่ชัดเจน พร้อมแสดงผลงานที่ติดตั้งสำเร็จแล้วและการรีวิวจากผู้ใช้จริง
ภาครัฐสามารถส่งเสริมการติดตั้งเพิ่มเติมโดยลดอุปสรรคและเพิ่มแรงจูงใจ เช่น การจัดทำระบบรับรองคุณภาพอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งแบบสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อช่วยให้ผู้ที่ต้องการติดตั้งสามารถเลือกผู้ให้บริการที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินผ่านระบบ Net metering ที่ขายคืนไฟฟ้าในราคาขายปลีก ซึ่งอาจช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการติดตั้งและใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยในระยะเริ่มต้น ภาครัฐอาจทดลองใช้ระบบ Net metering ในพื้นที่ที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูง เพื่อประเมินผลกระทบด้านต้นทุนและเทคนิคของระบบไฟฟ้า ก่อนขยายผลในระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับประเทศ
รายละเอียดมาตรการลดหย่อนภาษี
มาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่เริ่มประกาศใช้เมื่อเดือนมีนาคม 2569 สอดรับกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น จากประกาศพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม และเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 รายละเอียดสำคัญมีดังนี้
มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน
- ผู้ได้รับสิทธิ บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (บ้านอยู่อาศัย) โดยไม่รวมคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ
- สิทธิลดหย่อน ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ที่จ่ายจริงเป็นค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
- วงเงิน ลดหย่อนตามที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 200,000 บาทต่อหนึ่งระบบ
- ระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571
มาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง
- ผู้ได้รับสิทธิ บุคคลธรรมดา (เฉพาะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)-(8) เช่น ค่าเช่า ค่าวิชาชีพอิสระ ค่ารับเหมา ค่าธุรกิจพาณิชย์) และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
- สิทธิลดหย่อน ลดหย่อนภาษีเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของเงินได้ที่จ่ายจริงเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง
- คุณสมบัติอุปกรณ์ ต้องได้รับการรับรองฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานระดับ 5 ดาว จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
- ระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571
เงื่อนไขสำคัญ
- การซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อขอรับสิทธิลดหย่อน ต้องจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น
- ต้องได้รับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร
- ห้ามนำค่าใช้จ่ายที่ได้รับสิทธิลดหย่อนไปขอรับสิทธิจากมาตรการอื่นซ้ำซ้อน
- ห้ามนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปใช้กับกิจการที่ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่แล้ว
สิทธิการลดหย่อนภาษีภายใต้มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือนนับเป็นมาตรการสำคัญที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อจูงใจประชาชนให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และส่งผลให้การลงทุนในโซลาร์รูฟท็อปได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อค่าไฟฟ้า
SCB EIC ประเมินว่าราคา LNG มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามระดับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสงคราม โดยหากสงครามสามารถยุติได้ภายใน 2-3 เดือน ต้นทุน LNG เฉลี่ยในช่วงปี 2569-2573 จะอยู่ที่ราว 9.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.82 บาทต่อหน่วย แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและยกระดับความรุนแรงขึ้น ราคาเฉลี่ยของ LNG อาจปรับเพิ่มสูงขึ้นที่ระดับ 14.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยขึ้นมาอยู่ที่ 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้ครัวเรือนต้องแบกภาระค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
มาตรการลดหย่อนภาษีที่เข้ามาลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ประกอบกับแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูง จะช่วยเร่งให้การติดตั้งคืนทุนเร็วขึ้น โดยปกติการติดตั้งขนาด 3 KWp สำหรับครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000-5,000 บาทต่อเดือน มีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยราว 8 ปี แต่มาตรการลดหย่อนภาษีและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นทำให้คืนทุนเร็วขึ้นที่ 7 ปี และหากสถานการณ์สงครามรุนแรงขึ้นสามารถคืนทุนได้ภายใน 6 ปี สำหรับครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้าสูงและติดตั้งขนาด 5 KWp ปกติคืนทุนที่ 7 ปี แต่ด้วยมาตรการและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นสามารถคืนทุนได้ใน 6 ปี และหากสงครามรุนแรงมีโอกาสคืนทุนภายใน 4 ปี ซึ่งจะเกิดแรงจูงใจให้ครัวเรือนหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ หากภาครัฐใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive โดยการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกคิดอัตรา 3 บาทต่อหน่วย 201-400 หน่วยคิด 3.95 บาทต่อหน่วย และ 401 หน่วยขึ้นไปคิด 5 บาทต่อหน่วย จะทำให้กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้น ซึ่งภาระที่เพิ่มขึ้นนี้จะยิ่งช่วยให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในกลุ่มครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นอีก 1-3 เดือน
บทบาทของภาครัฐในการกระตุ้นการติดตั้ง
นอกจากมาตรการลดหย่อนภาษีและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเพื่อช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางแล้ว ภาครัฐอาจพิจารณาออกนโยบายเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขอุปสรรคและสร้างแรงจูงใจ
- การเพิ่มกลไกการตรวจสอบและอนุมัติคุณภาพของอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งแบบสมัครใจ เพื่อให้ครัวเรือนสามารถเลือกผู้ให้บริการจากรายชื่อที่ภาครัฐตรวจสอบมาตรฐานแล้ว ทั้งในด้านคุณภาพและราคา โดยมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จแล้วในประเทศอินเดีย
- การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปในราคาขายปลีก (Net metering) ซึ่งอาจช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการติดตั้งและส่งเสริมให้เกิดการวางแผนการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันนโยบายนี้ถูกนำมาใช้แล้วในสหรัฐฯ และอินเดีย ในระยะเริ่มต้น ภาครัฐอาจนำระบบ Net metering มาทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีการใช้โซลาร์รูฟท็อปสูงเพื่อหาแนวทางแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ ก่อนขยายผลในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ



