ไทยออยล์ ไตรมาส 1/69 กำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ว่ามีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกำไรจากสต็อกน้ำมันสุทธิจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือจำนวน 16,746 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก อันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมถึงการดำเนินธุรกิจปกติของบริษัท
ปัจจัยที่ส่งผลต่อกำไร
ไทยออยล์มีการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนเดือนที่จะใช้ผลิต ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันทางบัญชีในไตรมาส 1/2569 ยังไม่สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงความขัดแย้งอย่างเต็มที่ กำไรจากสต็อกน้ำมันดังกล่าวเป็นรายการชั่วคราว และอาจพลิกเป็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในอนาคตหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย นอกจากนี้ ไทยออยล์ยังมีกำไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้จำนวน 2,436 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ อีก 6,628 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวข้างต้นออกไปแล้ว ไทยออยล์จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่มที่ 6,927 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมัน 4,136 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.9 บาทต่อลิตร
แนวโน้มและความเสี่ยงในไตรมาส 2/2569
สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/2569 ไทยออยล์ประเมินว่าสถานการณ์ยังคงมีความน่ากังวล และอาจเผชิญกับความผันผวนในทิศทางตรงกันข้ามกับไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ดังนี้
- ความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป เนื่องจากน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าเพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง (มี.ค. - เม.ย. 2569) เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมากและมีความผันผวนสูง หากหลังจากนี้สถานการณ์คลี่คลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง และเกิดผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในอนาคต
- ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ไทยออยล์มีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น
- ผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย. - 19 พ.ค. 2569 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท
- ยอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง ซึ่งไทยออยล์ได้รับเงินชดเชยคืนเป็นระยะๆ โดยจากข้อมูลในอดีต ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ระยะเวลารับคืนเงินชดเชยประมาณ 1-2 ปี
จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน
ความเสี่ยงอื่นๆ
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป การสูญเสียโอกาสทางรายได้จากข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ทำให้ไทยออยล์ไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซลไปยังตลาดต่างประเทศได้ ประกอบกับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้ต้องปรับแผนการจำหน่ายไปในช่วงที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลดลง
การลดกำลังการผลิต
ท่ามกลางความผันผวน ไทยออยล์ยังคงรักษากำลังการผลิตในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะที่การส่งออกน้ำมันยังจำกัด ส่งผลให้ระดับน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้ระดับสูงสุด อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตในระยะเวลาอันสั้นนี้ เพื่อบริหารจัดการสต็อกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย
การขาดทุนจากการจำหน่ายน้ำมันดิบ
เนื่องจากการเร่งจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียด เพื่อให้มั่นใจว่าโรงกลั่นสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังตลอดเวลา ทำให้ไทยออยล์อาจจำเป็นต้องจำหน่ายน้ำมันดิบส่วนหนึ่งตามราคาตลาด ณ เวลานั้น ถึงแม้ว่าจะมีราคาต่ำกว่าต้นทุนจัดซื้อ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการขาดทุนทางบัญชี



