นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เปิดเผยว่า การเดินทางไปต่างประเทศกำลังจะแพงขึ้น หลังจากที่คณะกรรมการการบินพลเรือนมีมติเห็นชอบให้ท่าอากาศยานภายใต้การดูแลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือทอท. ปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศใน 6 สนามบินหลัก ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ และเชียงราย จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 53 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้ราคาตั๋วโดยสารปรับสูงขึ้นตามไปด้วย
การปรับขึ้นครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี
การปรับขึ้นค่า PSC ครั้งนี้นับเป็นการปรับครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยในอดีตมีการปรับขึ้นจาก 500 บาทเป็น 700 บาทในปี 2550 และอีก 7 ปีถัดมาในปี 2567 ปรับเป็น 730 บาท เพื่อรองรับระบบบริการผู้โดยสารอัตโนมัติ ปัจจุบันค่าบริการ PSC ของประเทศไทยมีอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละสนามบินตามลักษณะผู้ดำเนินการ โดยอัตราในประเทศจะต่ำกว่าอัตราระหว่างประเทศ และการปรับขึ้นครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาเที่ยวบินในประเทศแต่อย่างใด
โครงสร้างค่าธรรมเนียมสนามบินในประเทศไทย
ทอท.ดูแลสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงราย ซึ่งค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศไม่เกิน 730 บาท และในประเทศไม่เกิน 130 บาท ขณะที่บริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด ให้บริการสนามบินตราด สมุย สุโขทัย โดยมีค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ สมุยไม่เกิน 700 บาท สุโขทัยไม่เกิน 500 บาท และในประเทศตราดไม่เกิน 200 บาท สมุยและสุโขทัยไม่เกิน 400 บาท
กรมท่าอากาศยานดูแลสนามบิน 2 กลุ่ม กลุ่ม 1 ได้แก่ ชุมพร ตรัง ตาก นครพนม นครราชสีมา นราธิวาส น่านนคร บุรีรัมย์ ปัตตานี ปาย เพชรบูรณ์ แพร่ แม่สอด แม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน ร้อยเอ็ด ระนอง ลำปาง เลย สกลนคร หัวหิน อุดรธานี เก็บค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศไม่เกิน 400 บาท กลุ่ม 2 ได้แก่ กระบี่ สุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น นครศรีธรรมราช พิษณุโลก ไม่เกิน 425 บาท ส่วนภายในประเทศ กลุ่ม 1 ไม่เกิน 50 บาท กลุ่ม 2 ไม่เกิน 75 บาท และเบตงไม่เกิน 50 บาท ส่วนกองทัพเรือดูแลท่าอากาศยานอู่ตะเภา ระยอง พัทยา ค่าบริการผู้โดยสารขาออกไม่เกิน 400 บาท ภายในประเทศไม่เกิน 50 บาท
ทีดีอาร์ไอชี้ทอท.ยังมีกำไรจาก 6 สนามบินหลัก
นายสุเมธกล่าวว่า แม้ทอท.จะชี้แจงเหตุผลของการปรับราคาครั้งนี้เพื่อรองรับต้นทุนการดำเนินงานและปรับปรุงบริการของทั้ง 6 สนามบินในอนาคต แต่ยังไม่ปรากฏรายละเอียดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือความเชื่อมโยงกับการพัฒนาสนามบิน ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาผลประกอบการของทอท.ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่าบริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีกำไรจากการดำเนินงานตั้งแต่ 90 บาทต่อคนถึง 290 บาทต่อคน แม้ได้รับผลกระทบในช่วงโควิด-19 แต่สามารถฟื้นตัวได้ โดยล่าสุดในปี 2568 ทอท.มีกำไรจากการดำเนินงานถึง 25,859 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาผลประกอบการรายสนามบินพบว่า สนามบินหลักอย่างสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่มีกำไรจากการดำเนินงาน ยกเว้นสนามบินหาดใหญ่และเชียงรายที่ยังขาดทุนเนื่องจากมีสัดส่วนเที่ยวบินภายในประเทศสูง แสดงให้เห็นว่าอัตรา PSC ในประเทศอาจไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ส่วนสนามบินที่มีสัดส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศสูงได้รับ PSC ในอัตราที่สูงกว่าจึงมีกำไร และอาจมีการพึ่งพารายได้จากเที่ยวบินระหว่างประเทศมาชดเชยส่วนที่ขาดทุน
วอนเปิดเผยข้อมูลโครงสร้างค่าธรรมเนียม
เมื่อพิจารณาตัวอย่างในต่างประเทศพบว่า โครงสร้างค่าธรรมเนียมมักสะท้อนเหตุผลของราคาอย่างชัดเจน เช่น ในยุโรป สนามบินสามารถตั้งราคาแตกต่างกันตามต้นทุนการให้บริการ ตัวอย่างสนามบินภายใต้การบริหารของแอโรปอร์ตเดอปารีสในฝรั่งเศสกำหนดค่าธรรมเนียมผู้โดยสารตามลักษณะปลายทาง โดยภายในประเทศหรือเขตเชงเกนมีอัตราต่ำ ส่วนนอกเขตเชงเกนและระหว่างประเทศมีอัตราสูงกว่า 2 เท่า เนื่องจากต้นทุนการให้บริการแตกต่างกัน
ขณะที่สนามบินชางกีในสิงคโปร์กำหนดโครงสร้างค่าธรรมเนียมตามวัตถุประสงค์การใช้เงิน โดยร้อยละ 17 ของค่าธรรมเนียมผู้โดยสารที่จัดเก็บนำไปใช้พัฒนาสนามบินในอนาคต ทีดีอาร์ไอยังวิเคราะห์ว่าสนามบินทั่วโลกมีรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกันทั้งดำเนินการโดยรัฐหรือให้เอกชนบริหาร แต่ระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมราคา คุณภาพบริการ และการดำเนินงาน เนื่องจากสนามบินเป็นธุรกิจผูกขาด ใช้เงินลงทุนสูง และไม่สามารถแข่งขันกันได้ จึงมีโอกาสกำหนดราคาสูงเกินจริงหรือบริหารการลงทุนไม่มีประสิทธิภาพ
ในต่างประเทศมักมีกลไกกำกับดูแลโปร่งใส เช่น ในสหราชอาณาจักร การกำหนดค่าธรรมเนียมสนามบินฮีทโธรว์อยู่ภายใต้เพดานราคาที่กำหนดโดยสำนักงานการบินพลเรือน ซึ่งทบทวนทุก 5 ปี ขณะที่ออสเตรเลียใช้แนวทางยืดหยุ่นโดยให้สนามบินกำหนดราคาผ่านการเจรจากับสายการบิน แต่มีคณะกรรมการการแข่งขันและผู้บริโภคออสเตรเลียติดตามและเปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เช่น รายได้ อัตรากำไร ค่าธรรมเนียมย้อนหลัง แม้ไม่ได้ควบคุมราคาโดยตรง แต่การติดตามและรายงานต่อสาธารณะช่วยให้สนามบินตั้งราคาอย่างสมเหตุสมผล
ข้อกังวลเกี่ยวกับการกำกับดูแลในประเทศไทย
ทอท.เป็นทั้งรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังถือหุ้นร้อยละ 70 และบริษัทจดทะเบียน สร้างความท้าทายในการกำกับดูแลด้านราคา เนื่องจากมีแรงจูงใจต่างกันระหว่างการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นกับการกำหนดค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมต่อผู้ใช้บริการ แม้ทอท.จะนำส่งข้อมูลประกอบการปรับค่า PSC ให้แก่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามมติคณะกรรมการการบินพลเรือนครั้งที่ 3/2568 แต่ยังไม่ปรากฏการเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ ซึ่งแตกต่างจากแนวปฏิบัติในสหราชอาณาจักร
นอกจากนี้ หากในอนาคตมีผู้ประกอบการเอกชนรายอื่นต้องการปรับค่าธรรมเนียมในลักษณะเดียวกัน ภาครัฐจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์และกลไกการพิจารณาที่ชัดเจน การปรับขึ้นค่า PSC ครั้งนี้เมื่อเทียบกับต่างประเทศยังมีข้อจำกัดในการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ทำให้เหตุผลของการปรับอัตรายังไม่ชัดเจนเพียงพอต่อผู้ใช้บริการ และอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของการกำกับดูแลในอนาคต ดังนั้น หากการกำกับดูแลไม่โปร่งใส ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนภายในประเทศอย่างแน่นอน



