รัฐบาลดัน DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล เตรียมแผนรถเก่าแลกใหม่
รัฐบาลดัน DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล เตรียมแผนรถเก่าแลกใหม่

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมเดินหน้ายกระดับระบบขนส่งทางถนนและโลจิสติกส์ไทยตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ด้วยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาพัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่งให้ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคโลจิสติกส์ไทยและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ระบบ DLT-TMS ฐานข้อมูลกลางด้านการขนส่ง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าโครงการสำคัญคือการพัฒนาระบบ DLT-TMS (Transport Management System) ของกรมการขนส่งทางบกซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลกลางด้านการขนส่งทางถนน ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนการขนส่ง ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานการให้บริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันภาครัฐยังสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์และกำหนดนโยบายด้านการขนส่งสินค้าได้อย่างแม่นยำมากขึ้น รวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลในการปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งของประเทศ

ปรับสูตรค่าขนส่งและแก้ปัญหาเที่ยวเปล่า

ภาครัฐเตรียมปรับสูตรคำนวณอัตราค่าขนส่งและค่าโดยสารให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ควบคู่กับการแก้ปัญหา “รถตีเที่ยวเปล่า” ผ่านการใช้ข้อมูลบริหารจัดการการขนส่ง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โครงการรถเก่าแลกใหม่หนุนใช้ EV

ในระยะต่อไปรัฐบาลยังเตรียมเสนอ “โครงการรถเก่าแลกใหม่” สำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ส่งเสริมการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดมลพิษจากภาคขนส่ง ควบคู่กับการผลักดันมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q Mark) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ได้รับการรับรองแล้ว 462 ราย ครอบคลุมรถบรรทุกกว่า 64,000 คัน

“การพัฒนาระบบ DLT-TMS จะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงข้อมูลสำคัญด้านการขนส่ง ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยรัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาโลจิสติกส์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับระบบขนส่งไทยสู่มาตรฐานสากลและรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่”