รองนายกฯ พิพัฒน์ สั่งคมนาคมคุมค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ รับมือวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง
พิพัฒน์ สั่งคมนาคมคุมค่าโดยสาร รับมือวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง

รองนายกฯ พิพัฒน์ สั่งคมนาคมคุมค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ รับมือวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงมาตรการรับมือสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก โดยได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานในสังกัดเร่งกำหนดมาตรการดูแลประชาชน โดยเฉพาะการควบคุมอัตราค่าโดยสารของระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภทไม่ให้มีการปรับขึ้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) ติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิด

กระทรวงคมนาคมได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ หรือวอร์รูม เพื่อติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และกำกับดูแลผู้ประกอบการขนส่งทุกประเภท เพื่อไม่ให้มีการขึ้นค่าโดยสารหรือค่าขนส่งสินค้าเกินกว่ากรอบที่กำหนดไว้ในกฎหมาย พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ให้บริการตรึงอัตราค่าโดยสารในช่วงที่รัฐบาลยังตรึงราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศ

สั่งการหน่วยงานในสังกัดดำเนินมาตรการครอบคลุมทุกระบบขนส่ง

นายพิพัฒน์ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก กรมราง กรมเจ้าท่า และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เร่งดำเนินมาตรการในแต่ละระบบการขนส่งอย่างใกล้ชิด ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • การขนส่งทางบก: ตรวจสอบและกวดขันรถโดยสารประจำทาง รถสาธารณะ และรถรับจ้างทุกประเภท ให้คิดค่าโดยสารตามอัตราที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด
  • การขนส่งทางน้ำ: ตรวจสอบผู้ประกอบการเรือโดยสารและเรือขนส่งสินค้าไม่ให้คิดค่าบริการเกินกว่าที่กำหนด พร้อมติดตามค่าระวางสินค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
  • การขนส่งทางอากาศ: กำกับดูแลสายการบินในการกำหนดค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงพิจารณามาตรการตรึงค่าโดยสารในช่วงสถานการณ์ผันผวน
  • การขนส่งทางราง: ประเมินความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะรถจักรที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซล เพื่อเตรียมแนวทางบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า

รวบรวมข้อมูลพลังงานและเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงคมนาคมยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานในภาคการขนส่ง รายงานสถานการณ์ให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและเตือนภัยด้านการคมนาคม (ศผส.คค.) ทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดหาเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อการให้บริการสาธารณะ และศึกษามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนส่งผลกระทบต่อระบบขนส่ง

โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนเป็นอันดับแรก กระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลไม่ให้เกิดการขึ้นค่าโดยสารเกินกว่ากฎหมายกำหนด และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะยังคงให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม