กทม.ถอดบทเรียนแยกมักกะสัน เร่งปรับถนน-ใช้เทคโนโลยีคุมไฟจราจร
กทม.ถอดบทเรียนแยกมักกะสัน เร่งปรับถนน-ใช้เทคโนโลยีคุมไฟจราจร

กรุงเทพมหานครเร่งแก้ไขปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน (ถนนอโศก-ดินแดง) หลังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โดย ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานหลังการประชุมร่วมกับคณะที่ปรึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญช่วงท้ายของคณะผู้บริหารชุดปัจจุบัน โดย กทม. ได้ข้อสรุปในการจัดทำแผนแม่บทยกระดับความปลอดภัยและแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดอย่างยั่งยืน พร้อมส่งมอบแผนงานให้หน่วยงานปฏิบัติสานต่อได้ทันที

ปัญหาจราจรติดขัดหนักที่แยกมักกะสัน

ดร.วิศณุ ระบุว่า บริเวณจุดตัดมักกะสันมีปัญหาซ้อนทับทั้งจุดเสี่ยงอุบัติเหตุและปัญหาจราจรติดขัด โดยเฉพาะช่วงเช้าที่มีปริมาณรถหนาแน่นกว่า 3,000 คันต่อชั่วโมง สาเหตุหลักเกิดจากกระแสรถเลี้ยวซ้ายจากถนนกำแพงเพชร 7 มาตัดกับกระแสรถทางตรงจากแยกพระราม 9 ส่งผลให้รถจากแยกพระราม 9 ชะลอตัวและติดสะสมกีดขวางบนจุดตัดทางรถไฟ

แผนเร่งด่วน 3 ขั้นตอน

กทม. มีแผนดำเนินการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน 3 ขั้นตอน ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • ปรับปรุงกายภาพทางถนน ปรับแก้หัวเกาะกลางถนนเพื่อเพิ่มวงเลี้ยวซ้ายให้รถจากถนนกำแพงเพชร 7 เลี้ยวได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • จัดระบบสัญญาณไฟจราจรใหม่ บังคับให้รถเลี้ยวซ้ายจากถนนกำแพงเพชร 7 หยุดรอสัญญาณไฟ เพื่อปล่อยให้รถจากแยกพระราม 9 เคลื่อนตัวผ่านจุดตัดทางรถไฟได้โดยไม่ติดสะสม
  • นำระบบสัญญาณไฟอัจฉริยะ (Adaptive Signaling) มาใช้งาน โดยเขียนโปรแกรมสั่งการใหม่ทั้งหมด ให้สัญญาณไฟบริเวณแยกมักกะสันสอดคล้องกับปริมาณรถแบบเรียลไทม์ และสัมพันธ์กับสัญญาณไฟบริเวณแยกอโศกที่อยู่ถัดไป

แผนระยะกลางใช้เทคโนโลยีป้องกันอุบัติเหตุ

นอกจากการแก้ไขปัญหาจราจรแล้ว กทม. ยังกำหนดแผนงานระยะกลางในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดความผิดพลาดจากมนุษย์ โดยมีแผนติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับรถไฟ เพื่อส่งสัญญาณแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ระบบไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่อนที่ขบวนรถไฟจะมาถึง ควบคู่ไปกับการติดตั้งระบบกล้องตรวจจับยานพาหนะบริเวณจุดตัดทางข้าม หากประเมินพบว่ามีรถยนต์จอดติดค้างอยู่บนราง ระบบจะส่งสัญญาณฉุกเฉินกลับไปยังพนักงานขับรถไฟให้รับทราบสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถชะลอหรือหยุดขบวนรถได้ทันท่วงที

การบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวย้ำว่า การดำเนินการตามแผนงานดังกล่าวต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน โดยในส่วนของการปรับปรุงกายภาพทางถนน กทม. จะมอบหมายให้สำนักการโยธาออกแบบและประสานขออนุญาตใช้พื้นที่จากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ขณะที่การติดตั้งและเชื่อมโยงระบบเซ็นเซอร์จะต้องหารือร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และสำหรับการควบคุมระบบไฟจราจร กทม. จะเป็นผู้สนับสนุนด้านเทคโนโลยีและส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเป็นผู้ควบคุมบริหารจัดการ

บทเรียนสู่โมเดลต้นแบบ

ดร.วิศณุ มองว่าเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ผ่านมาต้องถูกนำมาเป็นบทเรียนสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยหวังว่าการนำเทคโนโลยีและระบบอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้ที่จุดตัดมักกะสันในครั้งนี้ จะก้าวขึ้นเป็นโมเดลต้นแบบในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้ครอบคลุมจุดตัดทางรถไฟทั้ง 32 แห่งทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครในอนาคต