แม้ว่าผลตรวจร่างกายของพนักงานขับรถไฟจะพบสารเสพติดในร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการควบคุมรถ และไม่มีใบอนุญาตขับรถ สะท้อนถึงความประมาทจนทำให้เกิดโศกนาฏกรรม แต่อีกด้านหนึ่ง หากวันนั้นไม่มีรถต้องจอดคร่อมอยู่บนรางรถไฟ เหตุการณ์ครั้งนี้อาจไม่มีผู้เสียชีวิตก็ได้ นอกจากความประมาทของคนใช้รถใช้ถนนและผู้ใช้ระบบรางแล้ว ปัญหาเรื่องโครงสร้างถนนและกายภาพพื้นที่ก็ไม่ได้เอื้อให้มีความปลอดภัยเท่าใดนัก
เสียงหวูดรถไฟกับภาพรถติดคร่อมราง
เสียงหวูดรถไฟที่ดังสนั่น พร้อมกับภาพของแถวรถยนต์ที่จอดคร่อมอยู่บนรางรถไฟ ขยับไม่ได้เพราะรถติดขัดอย่างหนัก ภาพนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับคนกรุงเทพฯ แต่มันคือระเบิดเวลาที่พร้อมจะปะทุเป็นอุบัติเหตุรุนแรงได้ทุกวินาที หลายคนมักจะโทษว่าอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟเกิดจากความประมาทเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง ถ้าเราเจาะลึกโครงสร้างเมืองและการจราจรของกรุงเทพฯ มันมีกับดักทางกายภาพที่บีบบังคับให้คนขับรถต้องตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หรือเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ติด
สองจุดตัดวิกฤตกลางเมืองหลวง
จุดแรก: สถานีรถไฟอโศก
บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี จุดที่เกิดอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา จุดนี้คือฝันร้ายของคนทำงานเมืองหลวง เพราะรถติดยิ่งเป็นวันทำงาน รถแทบไม่ขยับ ปัญหาทางกายภาพของจุดนี้ คือจุดกลับรถมีสัญญาณไฟจราจรบริเวณแยกเพชรบุรีตัดใหม่ จนถึงจุดตัดทางรถไฟกับเส้นหยุดรอสัญญาณไฟแดง มีระยะทางเพียง 130 เมตรเท่านั้น ซึ่งมีระยะห่างที่สั้นเกินไป เมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีแดง รถที่ตามหลังมาจะสะสมท้ายแถวอย่างรวดเร็ว รถคันที่เพิ่งขับข้ามรางรถไฟมาจะถูกบล็อกทันที ทำให้อกสั่นขวัญแขวนอยู่กลางราง โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนที่ปริมาณรถจากถนนอโศกมนตรีทะลักออกมาไม่ขาดสาย ประกอบกับรถที่เลี้ยวซ้ายออกมาจากถนนกำแพงเพชร 7 ทั้งที่จะตรงไปอโศกมนตรีและต้องการจะเลี้ยวขวาเข้าเพชรบุรีตัดใหม่เข้ามาเบียด ทำให้รถจากฝั่งรัชดาที่กำลังจะตรงไปต้องหยุดชะงักและคร่อมทางรถไฟ แม้ว่าจุดนี้จะมีสัญญาณไฟจราจร แต่หลายครั้งที่เราลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์ก็พบว่าไม่ได้เปิดใช้งาน
จุดที่สอง: จุดตัดราชปรารภ
ใกล้แยกประตูน้ำ จุดนี้มีความซับซ้อนทวีคูณ เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อทั้งรถที่มาจากดินแดง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และเลี้ยวมาจากประตูน้ำ โครงสร้างถนนตรงนี้เป็นคอขวด แถมยังมีตอม่อของรถไฟฟ้า Airport Rail Link บดบังสายตาในบางมุม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รถตู้ รถเมล์ รถส่วนบุคคล พยายามจะเบียดแย่งเลนกันเพื่อมุ่งหน้าไปประตูน้ำ จนละเลยเส้นทแยงสีเหลือง จอดรถแช่อยู่บนรางรถไฟ ในบางครั้งเครื่องกั้นก็ไม่สามารถกดลงมาได้ พนักงานโบกธงต้องมาคอยอำนวยความสะดวกการจราจร ให้สัญญาณให้รถไฟจอดรอ
สามปัญหาที่แก้ไม่ตก
หากเรานำทั้ง 2 จุดนี้มาแยกแยะเพื่อหาต้นตอ จะพบปัญหา 3 ด้านที่แก้ไม่ตก ได้แก่
- โครงสร้างถนนและกายภาพ: ถนนในกรุงเทพฯ ถูกตัดผ่านทางรถไฟในระดับเดียวกันมากเกินไป และระยะเผื่อหลังข้ามรางรถไฟสั้นเกินกว่าจะรองรับปริมาณรถได้
- ปัญหาการจราจรสะสม: ไฟเขียวไฟแดงที่ไม่สัมพันธ์กับรอบการเดินรถไฟ เมื่อรถติดเป็นแพ ท้ายแถวจึงขยับออกจากทางรถไฟไม่ได้
- วินัยจราจรและค่านิยม: พฤติกรรมการขับขี่ประเภทเห็นไฟเหลืองแล้วเร่ง หรือเห็นรถคันหน้าขยับนิดเดียวก็ไหลตามไปจอดทับเส้นทแยงเหลือง โดยไม่ประเมินว่าหน้ารถของตัวเองมีพื้นที่เหลือพอให้พ้นรางรถไฟหรือไม่
รถไฟหนักเป็นร้อยตัน ไม่ใช่รถยนต์ที่จะเบรกแล้วหยุดได้ทันที ภาพจากหน้าต่างคนขับรถไฟบอกเราว่า ทุกวันนี้คนขับรถไฟต้องคอยแตะเบรกและลุ้นทุกครั้งที่เข้าเขตเมืองหลวง
สถิติอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟ
สถิติของการรถไฟแห่งประเทศไทยและศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ พบว่าอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 70-80 ครั้งต่อปี และกว่า 85% เกิดขึ้นในลักษณะที่ผู้ขับขี่พยายามขับรถตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด หรือรถติดหล่มจราจรขยับหนีไม่ทัน ซึ่งสถิติในเขตกรุงเทพฯ แม้ความเร็วของรถไฟจะลดลงเมื่อเข้าเขตเมือง แต่มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการที่รถติดขัดวินาศสันตะโรหลังเกิดเหตุนั้นประเมินค่าไม่ได้
ปัญหารถคร่อมทางรถไฟไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่แล้วค่อยมาล้อมคอก ในกรุงเทพฯ มีอย่างน้อย 4 จุด ที่เป็นปัญหาคล้าย ๆ กัน



