กองทัพเรือไทยได้ประกาศความร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาเรือตรวจการณ์ไฮบริดลำแรกของประเทศ โดยเรือดังกล่าวจะใช้ระบบขับเคลื่อนแบบผสมผสานระหว่างพลังงานไฟฟ้าและเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ
รายละเอียดของโครงการ
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับปรุงกองเรือของกองทัพเรือให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเรือตรวจการณ์ไฮบริดลำนี้จะมีความยาวประมาณ 50 เมตร ติดตั้งระบบแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุสูงที่สามารถชาร์จไฟจากฝั่งหรือจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าบนเรือได้
ระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดจะช่วยให้เรือสามารถแล่นด้วยความเร็วต่ำโดยใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งเหมาะสำหรับการลาดตระเวนในพื้นที่ชายฝั่งหรือการปฏิบัติการที่ต้องการความเงียบ ในขณะที่การเดินทางระยะไกลหรือต้องการความเร็วสูงจะใช้เครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
- ลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงลงได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับเรือที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเพียงอย่างเดียว
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐในการส่งเสริมพลังงานสะอาด
- เพิ่มความยืดหยุ่นในการปฏิบัติการ เนื่องจากเรือสามารถทำงานได้ทั้งในโหมดประหยัดพลังงานและโหมดสมรรถนะสูง
นอกจากนี้ กองทัพเรือยังมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้กับเรือประเภทอื่นๆ ในอนาคต เช่น เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งและเรือสนับสนุนการปฏิบัติการ
กำหนดการแล้วเสร็จ
การพัฒนาเรือตรวจการณ์ไฮบริดลำแรกนี้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2567 และแล้วเสร็จพร้อมเข้าประจำการในปี 2569 ทั้งนี้ กองทัพเรือและภาคเอกชนที่ร่วมมือกันจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าเรือมีมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพตามที่กำหนด
โครงการนี้ยังเป็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือของไทยให้มีความสามารถในการผลิตเรือที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม



