รฟม. เดินหน้าแทรมเชียงใหม่ 5 กม. ตั้งเป้าประมูลปี 70 หวังแก้รถติด-บูมท่องเที่ยว
รฟม. เดินหน้าแทรมเชียงใหม่ 5 กม. ตั้งเป้าประมูลปี 70

รฟม. เร่งศึกษาแทรมเชียงใหม่ ระยะทาง 5 กิโลเมตร ตั้งเป้าประมูลปี 2570

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำลังเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและออกแบบโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี–อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นรถรางไฟฟ้า (แทรม) ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายเปิดประมูลในปี 2570 ก่อสร้างระหว่างปี 2571–2574 และคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2575 เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด ลดมลพิษทางอากาศ และส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่

แนวเส้นทางและสถานีของแทรมเชียงใหม่

จากการศึกษา พบว่าโครงการนี้มีความเหมาะสมในการพัฒนาเป็นระบบรถรางไฟฟ้าที่วิ่งบนทางระดับถนน แนวเส้นทางเริ่มต้นจากบริเวณแยกแม่เหียะสมานสามัคคี วิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 108 เป็นระยะทาง 2.3 กิโลเมตร เลี้ยวขวาที่แยกพืชสวนโลก เข้าสู่ทางหลวงชนบทหมายเลข ชม.3028 และตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 121 บริเวณแยกราชพฤกษ์ ก่อนสิ้นสุดที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์

โครงการกำหนดให้มีสถานีรับ–ส่งผู้โดยสารจำนวน 5 สถานี ได้แก่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • สถานีบ้านดอนปิน
  • สถานีแยกพืชสวนโลก
  • สถานีบ้านเอื้ออาทร
  • สถานีแยกราชพฤกษ์
  • สถานีอุทยานหลวงราชพฤกษ์

พร้อมจัดพื้นที่จอดแล้วจร (Park & Ride) จำนวน 2 แห่ง บริเวณแยกพืชสวนโลก (ฝั่งขาเข้า) และแยกราชพฤกษ์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการและส่งเสริมการเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง

กระบวนการและผลกระทบที่คาดหวัง

รฟม. ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ให้ดำเนินโครงการในรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) ควบคู่กับการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยมีแผนเริ่มคัดเลือกเอกชนในปี 2570

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการ (กลยุทธ์และแผน) รฟม. และนายนักปราชญ์ ไชยานนท์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นประธานในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 เพื่อชี้แจงผลการศึกษา รายละเอียดการออกแบบ แนวเส้นทาง รูปแบบโครงการ ตลอดจนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการรองรับ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อนำไปปรับปรุงโครงการ

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ คาดว่าจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย รองรับทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และช่วยลดปัญหาการจราจรและมลพิษทางอากาศจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและระบบขนส่งมวลชนของเมืองในระยะยาว