ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 32.73 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนหันเข้าถือครองสกุลเงินปลอดภัยอย่างดอลลาร์สหรัฐ
ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในลักษณะ Sideways Up โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 32.31-32.82 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้างตามการแข็งค่าของเงินเยนญี่ปุ่น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงค่าเงินจากทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ซึ่งกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงชั่วคราว และหนุนให้ราคาทองคำรีบาวด์ขึ้น
อย่างไรก็ตาม เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่องหลังจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังไม่มีความคืบหน้า ประกอบกับสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการ Project Freedom คุ้มครองการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นสู่โซน 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นสอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ที่ใกล้ 4.45% อีกครั้ง กดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงสู่โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทำให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปทดสอบแนวต้านถัดไปแถว 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์
ปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้
นายพูน กล่าวว่า สัปดาห์นี้ควรจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้งยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม อัตราการว่างงาน และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ รวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนเมษายน นอกจากนี้ ยังต้องติดตามรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นในธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินอย่างมีนัยสำคัญ
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน ขณะที่ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด หลังการประชุม FOMC ล่าสุดที่เฟดส่งสัญญาณระมัดระวังมากขึ้น หรือมีลักษณะ Hawkish Hold
ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษและธนาคารกลางยุโรป รวมถึงรายงานยอดค้าปลีกของยูโรโซนในเดือนมีนาคม
ฝั่งเอเชีย – รอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลียและธนาคารกลางมาเลเซีย โดยนักวิเคราะห์คาดว่า RBA อาจขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ 4.35% ขณะที่ BNM อาจคงดอกเบี้ยที่ 2.75% นอกจากนี้ ยังต้องติดตามดัชนี PMI ภาคบริการของจีน และอัตราการเติบโตของค่าจ้างญี่ปุ่นในเดือนมีนาคม
ฝั่งไทย – นักวิเคราะห์ประเมินว่าเงินเฟ้อ CPI เดือนเมษายนอาจเร่งตัวขึ้นสู่ 2.25% ตามราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากผลกระทบของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขณะที่ต้องติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิตและดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ นอกจากนี้ สัปดาห์แรกถึงกลางเดือนพฤษภาคมจะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนต่างชาติราว 4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง
แนวโน้มค่าเงินบาท
นายพูน มองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทยังคงมีกำลังอยู่ แม้เงินบาทจะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้างในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการแข็งค่าของเงินเยนญี่ปุ่น แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาด ยังคงหนุนการแข็งค่าของดอลลาร์ ทำให้เงินบาทมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Up หรือผันผวนในกรอบกว้าง โดยเฉพาะในสัปดาห์นี้ที่มีโฟลว์จ่ายเงินปันผล
อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ แนวรับถัดไป 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านอยู่ที่ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ แนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หากอ่อนค่าทะลุระดับดังกล่าว อาจเพิ่มโอกาสทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ซึ่งเป็นเป้าหมายทางเทคนิค
ทั้งนี้ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ 32.30-33.10 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 32.65-32.90 บาทต่อดอลลาร์
มุมมองจากทีทีบี
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ 32.75 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากราคาปิดเมื่อวันพฤหัสที่ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ โดยดอลลาร์แข็งค่าขึ้นท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 ยังคงกดดันเศรษฐกิจโลกจากราคาน้ำมันที่สูง และความเสี่ยงของการปะทะกันรอบใหม่ ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้น
ส่วนค่าเงินบาทและสกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่เผชิญแรงขายท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ขณะที่ดอลลาร์ได้รับแรงหนุนในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเมษายนของไทย Fund Flow ต่างชาติ สถานการณ์ตะวันออกกลาง และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด
สำหรับกรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ USD/THB 32.75-32.90 แนะนำ ซื้อ 32.75 / ขาย 32.90, EUR/THB 38.00-38.50 แนะนำ ซื้อ 38.00 / ขาย 38.50, JPY/THB 0.2055-0.2095 แนะนำ ซื้อ 0.2055 / ขาย 0.2095



