นับถอยหลัง 20 มิ.ย. 69 ปรับขึ้นภาษีสนามบิน ขาออกระหว่างประเทศ จาก 730 เป็น 1,120 บาท/คน
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) หรือ ทอท. ประกาศปรับอัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (Passenger Service Charge: PSC) เป็น 1,120 บาทต่อคน จากเดิม 730 บาทต่อคน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป การปรับขึ้นครั้งนี้ครอบคลุมท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวงเชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ โดยมีผลเฉพาะผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศเท่านั้น ขณะที่ค่าบริการผู้โดยสารภายในประเทศยังคงเดิมที่ 130 บาทต่อคน เพื่อสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐ
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดย ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ และกิตติยา ยิษฐาณิชกุล นักวิชาการ เปิดเผยว่า การปรับขึ้นค่า PSC จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 53 ซึ่งเป็นการปรับครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และจะส่งผลให้ราคาตั๋วโดยสารปรับสูงขึ้นตามไปด้วย
อัตราค่า PSC ปัจจุบันในแต่ละสนามบิน
สำหรับอัตราค่า PSC ก่อนหน้านี้ 6 สนามบินหลักภายใต้การดำเนินการของ ทอท. ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ และเชียงราย เก็บค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศไม่เกิน 730 บาท และภายในประเทศไม่เกิน 130 บาท ขณะที่สนามบินภายใต้การดำเนินการของบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) คือ สนามบินตราด สมุย และสุโขทัย มีค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศสำหรับสมุยไม่เกิน 700 บาท สุโขทัยไม่เกิน 500 บาท และภายในประเทศตราดไม่เกิน 200 บาท ส่วนสมุยและสุโขทัยไม่เกิน 400 บาท
ด้านกรมท่าอากาศยานดูแลสนามบิน 2 กลุ่ม กลุ่ม 1 ประกอบด้วยชุมพร ตรัง ตาก นครพนม นครราชสีมา นราธิวาส น่านนคร บุรีรัมย์ ปัตตานี ปาย เพชรบูรณ์ แพร่ แม่สอด แม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน ร้อยเอ็ด ระนอง ลำปาง เลย สกลนคร หัวหิน และอุดรธานี เก็บค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศไม่เกิน 400 บาท กลุ่ม 2 ประกอบด้วยกระบี่ สุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น นครศรีธรรมราช และพิษณุโลก เก็บไม่เกิน 425 บาท ส่วนภายในประเทศกลุ่ม 1 ไม่เกิน 50 บาท และกลุ่ม 2 ไม่เกิน 75 บาท ส่วนสนามบินเบตงไม่เกิน 50 บาท
กองทัพเรือซึ่งดูแลสนามบินอู่ตะเภา ระยอง พัทยา มีค่าบริการผู้โดยสารขาออกไม่เกิน 400 บาท และภายในประเทศไม่เกิน 50 บาท โดยค่าบริการดังกล่าวคิดต่อ 1 ครั้งการเดินทาง
TDRI ชี้สนามบินหลักของ ทอท. ยังทำกำไร
TDRI เปิดเผยว่า แม้ ทอท. จะชี้แจงเหตุผลของการปรับราคาว่าเพื่อรองรับต้นทุนการดำเนินงานและปรับปรุงบริการของทั้ง 6 สนามบินในอนาคต แต่ยังไม่ปรากฏรายละเอียดต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือความเชื่อมโยงระหว่างการปรับขึ้นกับแผนการพัฒนาสนามบินในอนาคต ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาผลประกอบการของ ทอท. ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรจากการดำเนินงานตั้งแต่ 90 บาทต่อคนถึง 290 บาทต่อคน แม้จะได้รับผลกระทบในช่วงโควิด-19 แต่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ ล่าสุดในปี 2568 ทอท. มีกำไรจากการดำเนินงานถึง 25,859 ล้านบาทใน 6 สนามบินหลัก ยกเว้นสนามบินหาดใหญ่และเชียงรายที่ยังมีภาวะขาดทุน เนื่องจากมีสัดส่วนเที่ยวบินภายในประเทศสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอัตรา PSC ในประเทศอาจไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ส่วนสนามบินที่มีสัดส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศสูงกว่าได้รับ PSC ในอัตราที่สูงกว่าจึงทำให้มีกำไร รวมถึงอาจมีการพึ่งพารายได้ของเที่ยวบินระหว่างประเทศมาชดเชยในส่วนที่สนามบินขาดทุน
วอนกำกับดูแลโปร่งใสและเปิดเผยโครงสร้างค่าธรรมเนียม
หากพิจารณาตัวอย่างในต่างประเทศพบว่า โครงสร้างค่าธรรมเนียมที่กำหนดมักสะท้อนเหตุผลของราคาอย่างชัดเจน เช่น ในทวีปยุโรป สนามบินสามารถตั้งราคาที่แตกต่างกันได้หากต้นทุนการให้บริการแตกต่างกัน ตัวอย่างสนามบินภายใต้การบริหารของ Aéroports de Paris ของฝรั่งเศส กำหนดค่าธรรมเนียมผู้โดยสารตามลักษณะปลายทาง หากเป็นภายในประเทศหรือเขตแชงเก้นจะมีอัตราที่ต่ำ ส่วนนอกเขตแชงเก้นและระหว่างประเทศจะมีอัตราที่สูงกว่า 2 เท่า เนื่องจากมีต้นทุนการให้บริการที่แตกต่างกัน
ขณะที่สนามบินชางกีในสิงคโปร์กำหนดโครงสร้างค่าธรรมเนียมผู้โดยสารตามวัตถุประสงค์การใช้เงิน โดยเก็บทั้งหมดประมาณ 1,649 บาท แบ่งเป็นค่าบริการผู้โดยสารและค่ารักษาความปลอดภัย 1,173 บาท ค่าธรรมเนียมการบิน 202 บาท และค่าธรรมเนียมพัฒนาสนามบิน 273 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 17 ของค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บ
TDRI ชี้ว่าสนามบินทั่วโลกมีรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ทั้งดำเนินการโดยรัฐ หรือให้รัฐวิสาหกิจหรือเอกชนเข้ามาบริหาร โดยรัฐทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล แต่ไม่ว่าสนามบินจะดำเนินการด้วยรูปแบบใด ระบบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมราคา คุณภาพบริการ และการดำเนินงานด้านอื่นๆ เนื่องจากสนามบินเป็นธุรกิจผูกขาด ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และไม่สามารถสร้างแข่งขันกันได้ จึงทำให้ผู้ประกอบการสนามบินมีโอกาสที่จะกำหนดราคาที่สูงเกินจริง หรือบริหารการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ในต่างประเทศมักจะมีกลไกการกำกับดูแลที่โปร่งใสและชัดเจน ทั้งการติดตามผลการดำเนินงาน คุณภาพของบริการ และความโปร่งใสของการเปิดเผยข้อมูลการปรับราคา เช่น ในสหราชอาณาจักร การกำหนดค่าธรรมเนียมสนามบิน Heathrow อยู่ภายใต้เพดานราคาที่กำหนดโดย Civil Aviation Authority (CAA) ซึ่งทบทวนเป็นระยะทุก 5 ปี ข้อมูลสำคัญที่นำมาพิจารณาประกอบด้วย คาดการณ์ปริมาณผู้โดยสาร ต้นทุนการดำเนินงาน โดยพิจารณาเฉพาะต้นทุนที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น งบลงทุนและโครงการพัฒนาซึ่งจะพิจารณาทั้งแผนการลงทุนในอนาคตและความคืบหน้าของโครงการที่ได้ผูกพันไว้ ข้อมูลปัจจัยการเงินและฐานสินทรัพย์ต่างๆ รวมถึงตัวชี้วัดคุณภาพบริการอย่างระยะเวลารอคอยผู้โดยสาร ความสะอาดพื้นที่ เป็นต้น โดยข้อมูลเหล่านี้ CAA จัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามกระบวนการ พร้อมทั้งจัดทำรายงานข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ
ขณะที่ออสเตรเลียใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นกว่า โดยเปิดให้สนามบินกำหนดราคาผ่านการเจรจากับสายการบิน แต่มีหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง Australian Competition and Consumer Commission (ACCC) ที่ติดตามและเปิดเผยผลการดำเนินงานของสนามบินอย่างต่อเนื่อง เช่น รายได้ การให้บริการทั้งบริการการบินและรายได้เชิงพาณิชย์อื่นๆ อัตรากำไรการดำเนินงาน ค่าธรรมเนียมย้อนหลัง ความเพียงพอของสิ่งอำนวยความสะดวก ความรวดเร็วในการจัดการผู้โดยสาร เป็นต้น ดังนั้น แม้ ACCC จะไม่ได้ควบคุมราคาโดยตรง แต่การติดตามและรายงานผลต่อสาธารณะช่วยให้สนามบินตั้งราคาอย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น
กลับมายังประเทศไทย ทอท. เป็นทั้งรัฐวิสาหกิจ (กระทรวงการคลังถือหุ้นร้อยละ 70) และบริษัทจดทะเบียน อาจสร้างความท้าทายของการกำกับดูแลด้านราคา เนื่องจากมีแรงจูงใจที่ต่างกันระหว่างการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือการกำหนดค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมต่อผู้ใช้บริการ แม้ว่า ทอท. จะได้นำส่งข้อมูลประกอบการปรับค่า PSC ให้แก่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามมติประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน ครั้งที่ 3/2568 แล้ว แต่ยังไม่ปรากฏการเปิดเผยรายละเอียดของการปรับครั้งนี้ต่อสาธารณะ ซึ่งแตกต่างแนวปฏิบัติในสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ หากในอนาคตมีผู้ประกอบการเอกชนรายอื่นต้องการจะปรับค่าธรรมเนียมในลักษณะเช่นเดียวกัน ภาครัฐก็จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์และกลไกการพิจารณาที่ชัดเจน
การปรับขึ้นค่า PSC ครั้งนี้ เมื่อเทียบกับแนวปฏิบัติในต่างประเทศ ยังมีข้อจำกัดของการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ซึ่งทำให้เหตุผลของการปรับอัตรายังไม่ชัดเจนเพียงพอต่อผู้ใช้บริการ และสุดท้ายอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของการกำกับดูแลในอนาคต ดังนั้น หากการกำกับดูแลไม่โปร่งใส ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนภายในประเทศอย่างแน่นอน



