"คมนาคม" สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์สูงสุด 2 ล้าน ฟันอาญา-วินัยคนผิด
"คมนาคม" สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์สูงสุด 2 ล้าน ฟันอาญา-วินัย

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง (ขสมก.) บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บ 30 ราย

มาตรการเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ

กระทรวงคมนาคมได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อมอบเงินชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ โดยผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาเบื้องต้นรวม 2,090,000 บาทต่อราย พร้อมเงินสมทบเพิ่มเติม โดย ขสมก. จ่ายรวม 1,750,000 บาท ประกอบด้วย ประกันภัยและ พ.ร.บ. 1.5 ล้านบาท จ่ายภายใน 7 วัน เงินจากภาคีเครือข่าย 50,000 บาท และรับผิดชอบค่าจัดการศพทั้งหมด ขณะที่ รฟท. จ่ายรวม 340,000 บาท แบ่งเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและค่าปลงศพ 80,000 บาท และจ่ายเพิ่มอีก 260,000 บาทหลังพิสูจน์ทายาทแล้ว นอกจากนี้ยังมีเงินสมทบพิเศษจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพอีก 300,000 บาท

สำหรับผู้บาดเจ็บ ขสมก. รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลตามจริงตั้งแต่ 80,000 ถึง 1,000,000 บาท หากเกินกำหนด ขสมก. จะจ่ายส่วนต่างให้ทั้งหมด พร้อมมอบเงินจากภาคีเครือข่าย 30,000 บาท และกองทุนอุบัติเหตุอีก 20,000 บาท ส่วน รฟท. มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 5,000 บาท และจ่ายเยียวยาเพิ่มตามระดับอาการสูงสุด 50,000 บาท กรณีเข้า ICU

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นอกจากนี้ ขสมก. ยังรับผิดชอบค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกทั้งหมด เช่น รถยนต์และจักรยานยนต์ที่อยู่บริเวณรอบข้าง พร้อมจัดทีมลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจผู้บาดเจ็บทุกวันจนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นำเงินสมทบจากกรมการขนส่งทางรางและกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยดูแลเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ

ดำเนินคดีอาญาและวินัยผู้กระทำผิด

นายสิริพงศ์ ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 3 ส่วน คือ ความผิดทางอาญา ตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดย รฟท. จะเป็นเจ้าทุกข์ฟ้องร้องพนักงานขับรถไฟฐานประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ความผิดทางวินัย รฟท. และ ขสมก. จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกระดับชั้น หากพบผู้บังคับบัญชาละเลย จะถูกสั่งพักงานและรับโทษทางวินัยทันที และการยกระดับความปลอดภัยตามนโยบายที่นายพิพัฒน์ให้ไว้เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 โดยบังคับใช้มาตรฐานเทียบเท่าการบิน (Aviation Standard) ยกเลิกการสุ่มตรวจ เปลี่ยนเป็นปูพรมตรวจสารเสพติด 100% พนักงานขับรถสาธารณะทุกคนของ รฟท. ขสมก. และ บขส. ต้องตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ทุกวันโดยไม่มีข้อยกเว้น

มาตรการแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟ

ปัจจุบันจุดตัดทางรถไฟสายเหนือและสายอีสานจำนวน 8 จุด ได้รับการแก้ไขโดยใช้ทางยกระดับสายสีแดงแล้ว เหลือเพียงสายตะวันออก 16 จุด และสายตะวันตก/ใต้ 3 จุด ที่ยังรอการก่อสร้างส่วนที่ขาด (Missing Link) กระทรวงคมนาคมจึงกำหนดมาตรการแก้ปัญหา 2 มิติ ได้แก่

มิติที่ 1: รถไฟโดยสาร (ขนส่งคน)

  • ระยะเร่งด่วน: ใช้กฎเหล็ก “ไม้กั้นไม่ลง รถไฟไม่เคลื่อนขบวน” พร้อมซิงค์ระบบกับไฟจราจร และขอความร่วมมือประชาชนหยุดรถหลังเส้นเหลือง
  • ระยะกลาง: ปรับแผนไม่ให้รถไฟทางไกลและชานเมืองเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน โดยสายตะวันตกและสายใต้ให้หยุดที่สถานีตลิ่งชัน (ต่อสายสีแดง) และสายตะวันออกให้หยุดที่สถานีลาดกระบัง (ต่อแอร์พอร์ตลิงก์) หรือให้ ขสมก. จัดหารถรับส่งเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน โดยรัฐบาลจะใช้ระบบตั๋วร่วมดูแลค่าโดยสารไม่ให้เพิ่มขึ้นเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
  • ระยะยาว: เร่งสร้างทางรถไฟยกระดับช่วง Missing Link (พญาไท-ยมราช-สถานีกลางฯ) ให้แล้วเสร็จ ผลักดันสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เป็นสถานีปลายทางหลัก และยกเลิกสถานีหัวลำโพง

มิติที่ 2: รถไฟสินค้า (ขนส่งสินค้า)

  • ระยะเร่งด่วน: สั่งหยุดรถไฟสินค้าเข้าเมือง ลดได้ 10 ขบวนต่อวัน ให้เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีรอบนอก เช่น ICD ลาดกระบัง บ้านภาชี และนครปฐม แล้วใช้รถบรรทุกขนาดเล็กวิ่งแทน โดยขบวนรถน้ำมันจะห้ามไม่ให้เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพ ส่วนขบวนรถสินค้าอื่นที่จำเป็นต้องเข้าเมือง อนุญาตให้วิ่งเฉพาะเวลากลางคืนควบคู่กับการใช้ระบบไม้กั้นบริเวณจุดตัดระดับดิน
  • ระยะยาว: พัฒนาถนนวงแหวนรอบที่ 3 (MR10) ตามแผน MR-Map ให้รถสินค้าวิ่งเลี่ยงเมือง (Bypass) และสร้างศูนย์เปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Multimodal Transport) ไปยังทางถนนและทางน้ำในพื้นที่ปริมณฑล

นายพิพัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า ได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นำข้อสั่งการนี้ไปปฏิบัติในระยะเร่งด่วนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมทันที และภายใน 3 เดือน ให้ไปศึกษามาตรการต่างๆ ให้ครอบคลุม ตลอดจนแนวทางรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และต้องรายงานผลให้ตนทราบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเร่งรัดติดตามให้เป็นไปตามแผน และสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนว่าเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต