วิกฤตต้นทุนน้ำมันดีเซลกัดกินรายได้รถไฟ สวนทางค่าโดยสารตรึง 30 ปี
ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง รถไฟ ยังคงเป็นที่พึ่งหลักของประชาชนในการเดินทางกลับภูมิลำเนา แต่เบื้องหลังขบวนรถที่หนาแน่น คือ ต้นทุนพลังงาน ที่กำลังกัดกินรายได้ของการรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างหนัก เมื่อราคาน้ำมันดีเซลกลายเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
ตัวเลขน้ำมันมหาศาลสวนทางรายได้ที่ตรึงมานาน
ข้อมูลจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า รถไฟแต่ละขบวนใช้น้ำมันในปริมาณที่สูงมาก โดยเฉพาะรถจักรดีเซล 1 คัน สามารถเติมน้ำมันได้เต็มถังสูงถึง 5,000 ลิตร ขณะที่รถจักรดีเซลไฟฟ้าเติมได้ประมาณ 4,000 ลิตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะทางและประเภทของขบวนรถ เบื้องหลังการให้บริการรถไฟทั่วประเทศ จุดเบิกจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศของการรถไฟมีทุกภาค ปริมาณความจุรวมกว่า 2.9 ล้านลิตร ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายน้ำมันระยะยาวไว้กับ ปตท. ทั้งน้ำมันดีเซลและน้ำมันประเภทอื่น
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันการรถไฟฯ ใช้น้ำมันดีเซล B7 เฉลี่ยเดือนละ 8–9 ล้านลิตร คิดเป็นค่าใช้จ่ายสูงถึง 270 ล้านบาทต่อเดือน เมื่อราคาน้ำมันโลกผันผวน ต้นทุนนี้จึงขยับตามทันที เพราะ น้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 32% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการทั้งหมด
ในขณะที่ต้นทุนขยับขึ้นทุกวินาทีตามราคาตลาดโลก แต่ รายได้ จากค่าโดยสารกลับถูกแช่แข็งไว้ที่ราคาเดิมมานานกว่า 30 ปี ทำให้ปัจจุบัน รฟท. ต้องแบกรับภาระขาดทุนที่คาดการณ์ไว้ในปีนี้สูงถึง 18,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะพุ่งสูงกว่านี้หากราคาน้ำมันยังไม่นิ่ง
แผนปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินรถเพื่อลดผลกระทบ
แน่นอนว่าราคาน้ำมันส่งผลกระทบ เพราะเป็นต้นทุนโดยตรง การที่น้ำมันขึ้นราคาทำให้การรถไฟแบกรับภาระมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ค่าโดยสารไม่ได้ปรับเพิ่ม ก็ต้องกลับมาทบทวนในเรื่องของแผนการเดินรถให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และสถานการณ์จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ถ้าไม่มีผลกระทบก็สามารถให้บริการได้ แต่ถ้ามีผลกระทบก็อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินรถ
เส้นทางที่ปรับเปลี่ยน อาจจะพิจารณาจากเส้นทางเดียวกันที่มีรถวิ่ง 2-3 เที่ยว ส่วนใหญ่เป็นเส้นทางระยะไกล และมีผู้โดยสารที่ไม่หนาแน่น อาจจะมีการเพิ่มตู้เข้าไปแทน อาจจะลดค่าใช้จ่ายได้ แล้วก็อาจจะมีความไม่สะดวก ระยะเวลาในการเดินทางต้นทางปลายทางอาจจะมีการปรับเปลี่ยนบ้าง ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินเพื่อให้มีผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด
การปรับตัวของรถไฟไทยและเสียงสะท้อนจากผู้โดยสาร
ปัจจุบัน กรมการขนส่งทางราง (ขร.) กำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมประกาศ ค่าพิกัดค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้าสูงสุด เพื่อกำหนดเพดานราคาใหม่ตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางราง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการโครงสร้างราคาในอนาคต
จากการลงพื้นที่สอบถามผู้ใช้บริการ พบว่าหลายคนเลือกใช้รถไฟเพราะ ราคา ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับการขนส่งประเภทอื่น ความกังวลเรื่องการปรับขึ้นราคาตั๋วจึงเป็นประเด็นที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะหากต้นทุนพลังงานบีบให้ราคาตั๋วต้องขยับตาม ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้โดยสาร
ถ้าจากบ้านมาที่มหาวิทยาลัยครับ จากดอนเมืองก็มาลงหัวลำโพงประมาณ 5 บาท ถ้าไม่ใช้รถไฟก็ใช้รถเมล์หรือรถไฟฟ้า ช่วงนี้น้ำมันแพงก็กังวลว่าค่าโดยสารจะปรับขึ้นไหม จะปรับเวลาให้บริการไหม เพราะถ้าปรับเวลาช่วงเร่งด่วนก็อาจจะกระทบ
การรถไฟฯ คาดการณ์ตัวเลขขาดทุนในปีนี้สูงถึง 18,000 ล้านบาท แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น ตัวเลขนี้อาจต้องคำนวณใหม่ แม้การขาดทุนอาจเพิ่มขึ้นแต่ไม่ประสบปัญหาขาดแคลน ยังมีปริมาณน้ำมันเพียงพอสำหรับการให้บริการ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์
สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวน ไม่ได้กระทบเพียงต้นทุนการเดินรถ แต่ยังสะท้อนถึงโครงสร้างราคาค่าโดยสารของรถไฟไทย ที่ตรึงมาอย่างยาวนาน ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น วิกฤตพลังงานครั้งนี้ จึงกลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายในการทำหน้าที่บริการสาธารณะ ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ของการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วยเช่นกัน



