หุ้นไทยเป็น 'หลุมหลบภัย' ช่วงสงคราม ปรับขึ้น 15% สวนทางตลาดโลก
ตลาดหุ้นไทยกำลังแสดงบทบาทเป็น 'หลุมหลบภัย' ในช่วงที่สงครามและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกก่อให้เกิดความผันผวน โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 15% สวนทางกับแนวโน้มขาลงของตลาดหุ้นในหลายประเทศทั่วโลก ข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (บล.ทิสโก้) ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาดทุนไทยท่ามกลางวิกฤติ
ปัจจัยหนุนหุ้นไทยในภาวะสงคราม
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า ตลาดกำลังประเมินทิศทางใหม่ของอัตราดอกเบี้ยโลกภายใต้ความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้น หลังราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างมากจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน โดยภาพรวม ตลาดไม่คาดว่าทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะปรับลดลงอีก และมีโอกาสปรับขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ตลาดประเมินว่ามีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 1 ครั้งในครึ่งแรกของปี และอีก 1 ครั้งในครึ่งปีหลัง
หลังสงครามยืดเยื้อกว่า 4 สัปดาห์ บล.ทิสโก้ได้ปรับฉากทัศน์ใหม่ให้สอดคล้องกับพัฒนาการในตะวันออกกลางและความเคลื่อนไหวของ SET Index โดยคาดการณ์ในกรณีฐาน (ให้น้ำหนัก 80%) ว่าจะมีการเจรจาได้ภายในเดือนเมษายน ราคาน้ำมันจะทยอยอ่อนตัวลงสู่ระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบต่อ GDP ราว 0.2-0.3 ppt จากเดิมที่บล.ทิสโก้ประเมินการเติบโต GDP ปีนี้ไว้ที่ 1.8% และเป้าหมาย SET Index อยู่ที่ 1,430 จุด (คาดการณ์กำไรต่อหุ้นหรือ SET EPS ถูกปรับลดลงราว 5%)
หากสถานการณ์บานปลาย (กรณีเลวร้าย ให้น้ำหนัก 20%) ราคาน้ำมันจะค้างสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดย GDP ปีนี้อาจเติบโตได้เพียง 1.0% ส่งผลให้เป้าหมาย SET Index ปรับลดลงเหลือ 1,300 จุด (คาดการณ์ SET EPS ถูกปรับลดลงราว 10%) ทั้งนี้ ยังต้องติดตามผลกระทบลูกโซ่จากการขาดแคลนน้ำมัน วัตถุดิบ และสินค้า ซึ่งอาจกระทบภาคธุรกิจในวงกว้าง
ความท้าทายของรัฐบาลใหม่และวิกฤติพลังงาน
ในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ คาดว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มมาบริหารประเทศ บล.ทิสโก้มองว่ารัฐบาลใหม่เผชิญงานที่ท้าทายอย่างมาก โดยอันดับแรกคือวิกฤติพลังงาน ซึ่งมีผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ที่สำคัญ รัฐบาลต้องทำงานภายใต้ภาระหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดาน ทำให้ต้องเลือกเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจงที่คุ้มค่างบประมาณให้มากที่สุด ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ผลลัพธ์การทำงาน
อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้มองภาพตลาดหุ้นไทยเป็น 'หลุมหลบภัย' ในช่วงตลาดโลกขาลง คล้ายกับที่เกิดขึ้นในปี 2022 ที่มีความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อสูงขึ้น วิกฤติพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED สะท้อนในผลตอบแทนหุ้นไทยที่ยังเป็นบวกปีนี้ (+15% YTD) สวนทางหุ้นโลกที่ปรับตัวลง
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหุ้นไทยมีกลุ่มพลังงานและหุ้นโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในสัดส่วนสูงราว 1 ใน 5 ของมูลค่าตลาดรวม ซึ่งกำลังได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้น และยังมีความมั่นคงทางอาหารในฐานะ 'ครัวของโลก' ที่น่าจะได้อานิสงส์จากสถานการณ์สงคราม ในแง่ของมูลค่าหุ้น (Valuations) หุ้นไทยอยู่ในระดับที่ไม่แพง โดยเฉพาะหากไม่รวมหุ้น DELTA นอกจากนี้ ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ค่อนข้างสูงราว 4% เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงขาลงของราคาหุ้นได้เป็นอย่างดี
คำแนะนำการลงทุนและหุ้นเด่น
ภายใต้ความไม่แน่นอนรอบด้าน บล.ทิสโก้แนะนำนักลงทุนเพิ่มการถือครองเงินสดเพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ต ขณะที่การลงทุนหุ้นควรหาจังหวะตั้งรับช่วงตลาดผันผวนใน 2 ธีมที่น่าสนใจ ดังนี้
- หุ้นที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มราคาน้ำมันและอาหารปรับขึ้น: BANPU, GFPT, PRM, PTTEP
- หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการมีรัฐบาลและสงครามส่งผลกระทบจำกัด: AMATA, BDMS, MRDIYT
ดังนั้น หุ้นเด่นแนะนำประจำเดือนเมษายน คือ AMATA, BANPU, BDMS, GFPT, MRDIYT, PRM และ PTTEP ด้านแนวรับและแนวต้านสำคัญของ SET Index เดือนนี้อยู่ที่ 1,400-1,410 จุด, 1,380 จุด และ 1,470 จุด, 1,500 จุด ตามลำดับ
สำหรับทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศผ่าน DR เดือนเมษายนนี้ แนะนำ GOLD19 โดยมองว่าราคาทองคำในเดือนที่ผ่านมาปรับตัวลดลงแรงเกินไปท่ามกลางสถานการณ์เงินเฟ้อโลกที่เพิ่มขึ้น ในกรณีที่สถานการณ์ไม่รุนแรงขึ้นในเดือนเมษายน (กรณีฐาน) จะเป็นบวกต่อราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นได้



