สหพันธ์ขนส่งทางบกฯ เตรียมปรับขึ้นค่าขนส่งแบบขั้นบันได เริ่ม 10% วันที่ 1 เม.ย. นี้
นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการขนส่ง 13 สมาคม เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ว่า มีมติปรับขึ้นอัตราค่าขนส่งแบบขั้นบันได เริ่มต้นที่ 10% ในวันที่ 1 เมษายนนี้ หลังราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งและอาจผลักดันให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น
มติที่ประชุมเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน
ที่ประชุมมีมติดำเนินการภายใต้สถานการณ์วิกฤตพลังงาน ดังนี้
- ประกาศปรับอัตราค่าขนส่งขึ้น 27-30% สำหรับเที่ยวเดียว หากเป็น 2 เที่ยวอาจปรับ 20% และค่าจอดรอ 20-30% ในกรณีน้ำมันขาดแคลน
- กำหนดราคาน้ำมันหน้าปั๊มและราคา Jobber ให้ใกล้เคียงกัน พร้อมปล่อยน้ำมันครบตามโควต้า ห้ามขาด ห้ามรอ หรือจำกัดการเติม
- ไม่ใช้เชื้อเพลิง B20 สำหรับรถบรรทุก เนื่องจากคุณภาพไม่เหมาะสมและไม่คุ้มค่ากับการบำรุงรักษา
- เปลี่ยนคณะกรรมการบริหาร ศบก. ทั้งคณะ เนื่องจากประชาชนเห็นว่ามีผลประโยชน์ซับซ้อน
- ปรับราคาโครงสร้างพลังงานทั้งระบบให้เป็นธรรม
- ขอให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีลาภลอย
- รณรงค์ให้ผู้ประกอบการขนส่งใช้เทคโนโลยีสารสนเทศบริหารจัดการการรับส่งสินค้า เพื่อลดรถเที่ยวเปล่าขากลับ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และลดการปล่อยคาร์บอน
แผนปรับขึ้นค่าขนส่งแบบขั้นบันได
นายทองอยู่ ระบุว่า น้ำมันเป็นต้นทุนหลักคิดเป็น 40-45% ของต้นทุนทั้งหมด การปรับขึ้นค่าขนส่งครั้งนี้ไม่ใช่การผลักภาระให้ประชาชน แต่เป็นมาตรการจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของระบบขนส่งทางถนน โดยแผนปรับขึ้นแบบขั้นบันไดมีดังนี้
- บันไดขั้นที่ 1: ปรับขึ้น 10% เริ่มวันที่ 1 เมษายน 2569
- บันไดขั้นที่ 2: ปรับขึ้น 15% (รอประเมินราคาน้ำมัน)
- บันไดขั้นที่ 3: ปรับขึ้น 20-30% (รอประเมินราคาน้ำมัน)
เขาย้ำด้วยน้ำตาคลอว่า "มีภาพเหมือนกับว่าเราไปซ้ำเติมกับพี่น้องประชาชน ขาข้างหนึ่งเราก็เป็นผู้บริโภคสิ่งที่ขึ้นไปก่อน เรารู้สึกว่า เราไม่มีทางเลือก ถ้าเราไม่ปรับอัตราค่าขนส่ง ระบบขนส่งทางถนนของประเทศไทยก็ล่มสลาย และคนที่เข้ามาคือต่างชาติ แล้วตอนนั้นเราจะควบคุมอะไรไม่ได้เลย"
ผลกระทบและความกังวลต่อประชาชน
การปรับขึ้นค่าขนส่งครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลให้ต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าไฟฟ้าสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ธุรกิจแบกรับภาระมากขึ้นและอาจต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มเติม ส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องกำลังเร่งหามาตรการบรรเทาผลกระทบ เช่น การลดภาษีสรรพสามิต เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น



