คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ต่อปี สู่ระดับ 2.50% ในการประชุมวันที่ 27 กันยายน 2566 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ปี 2556 โดยมีผลทันที การปรับขึ้นครั้งนี้เป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 8 ติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 รวมดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นแล้วทั้งสิ้น 2.00%
เหตุผลในการปรับขึ้นดอกเบี้ย
นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีมติให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย แม้ว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะชะลอตัวลงตามราคาพลังงานและอาหารสด นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ย
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน
การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผ่านไปยังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของประชาชนและธุรกิจ โดยเฉพาะสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และบัตรเครดิต ส่งผลให้ภาระหนี้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของธปท. ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 16.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 90.6% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับสูง
มุมมองของนักวิเคราะห์
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งมองว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายในรอบนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะข้างหน้า จากปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และความไม่แน่นอนของนโยบายการคลังของไทย
ทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต
กนง. ส่งสัญญาณว่า หากเงินเฟ้อและเศรษฐกิจเป็นไปตามคาดการณ์ อาจไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกในระยะสั้น โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ภายในต้นปี 2567 อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงด้านราคาพลังงานและค่าจ้างแรงงานที่อาจกดดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น



