LPP Group ปั้นแบรนด์ LPP OIL พร้อม OEM สร้างมูลค่าเพิ่มจากรำข้าวไทย
LPP Group ปั้น LPP OIL พร้อม OEM สร้างมูลค่าเพิ่มจากรำข้าว

LPP Group ผู้นำธุรกิจโรงสีข้าวไทย ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตน้ำมันรำข้าวครบวงจร ภายใต้แบรนด์ LPP OIL พร้อมให้บริการรับผลิตในรูปแบบ OEM เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีจุดแข็งคือความเชี่ยวชาญในธุรกิจข้าวแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ธุรกิจหลักของ LPP Group

นายถวิล ล้อพูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LPP Group เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทดำเนินธุรกิจผ่าน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ บริษัท ล้อพูนผล ไรซ์มิลล์ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจโรงสีและแปรรูปข้าวรายใหญ่ของประเทศที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี ผลิตและจำหน่ายข้าวสารคุณภาพภายใต้แบรนด์บัวชมพู ชาวนาไทย กุ้งคู่ทองคำ และกุหลา บริษัท แอลพีพี ไรซ์ บราน ออยล์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันรำข้าวภายใต้แบรนด์ LPP OIL พร้อมให้บริการรับผลิตน้ำมันรำข้าวในรูปแบบ OEM และบริษัท แอลพีพี อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมแอลพีพี จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย

จุดแข็งของ LPP OIL

LPP OIL มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจข้าวแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยนำความเข้าใจเชิงลึกด้านข้าวและการเข้าถึงรำข้าวคุณภาพจากต้นน้ำมาพัฒนาน้ำมันรำข้าวระดับพรีเมียมด้วยเทคโนโลยีการสกัดและการกลั่นมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและสม่ำเสมอ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหาร พร้อมยกระดับข้าวไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในตลาดโลก ภายใต้กรอบ ESG ที่ครอบคลุมสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผ่านระบบซัพพลายเชนครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพข้าวร่วมกับเกษตรกร ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าแก่ผู้บริโภค

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มิติด้านสิ่งแวดล้อม

ในมิติสิ่งแวดล้อม บริษัทมุ่งลดผลกระทบต่อธรรมชาติด้วยแนวคิด Low Carbon ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ตลอดห่วงโซ่การผลิต ในระดับต้นน้ำทำงานร่วมกับเกษตรกรในการพัฒนาข้าวคุณภาพอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ในระดับกลางน้ำเน้นการแปรรูปและควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ตั้งแต่โรงสี การแยกรำข้าว การจัดเก็บ และการขนส่งเข้าสู่โรงสกัด เพื่อรักษาคุณภาพวัตถุดิบและลดการสูญเสีย ในระดับปลายน้ำ กระบวนการสกัดน้ำมันรำข้าวดำเนินภายใต้มาตรฐานสากล โดยนำรำข้าวเข้าสู่การสกัดภายใน 24 ชั่วโมงเพื่อคงคุณค่าสารสำคัญ เช่น Gamma Oryzanol ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

ระบบตรวจสอบย้อนกลับ

LPP Group มีระบบ Traceability ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่แปลงนาจนถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวที่วางจำหน่าย เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระดับสากล และอยู่ระหว่างการเตรียมเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐาน ESG จากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความน่าเชื่อถือขององค์กร

กำลังการผลิตและกลุ่มลูกค้า

ปัจจุบันบริษัทมีศักยภาพการผลิตในระดับอุตสาหกรรมด้วยกำลังการบรรจุ 21,000 ตันต่อปี และกำลังการกลั่น 36,500 ตันต่อปี โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักในภาคอุตสาหกรรมอาหาร (B2B) และพันธมิตรคู่ค้าระดับโลก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานการผลิตและศักยภาพการควบคุมคุณภาพของ LPP OIL ในระดับสากล นอกจากนี้ บริษัทยังให้บริการรับผลิต (OEM) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์น้ำมันรำข้าวทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาแบรนด์ LPP OIL อย่างต่อเนื่อง

คุณภาพสินค้า

น้ำมันรำข้าวของบริษัทมีค่า Gamma Oryzanol อยู่ในระดับ 10,000 –15,500 ppm พร้อมคุณสมบัติจุดเกิดควันสูง (High Smoke Point) ที่ 235 องศา ช่วยลดการเกิดควันระหว่างการปรุงอาหาร ทำให้น้ำมันรำข้าวเหมาะสำหรับการทอดและการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง ส่งผลให้ความต้องการจากครัวเรือนและธุรกิจบริการอาหารเพิ่มขึ้น อีกทั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยวยังเพิ่มการใช้ในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากมีความเสถียรต่อการเกิดออกซิเดชัน ไม่อมน้ำมัน และลดโอกาสการเกิดกลิ่นหืน นอกจากนี้ ยังผ่านการทดสอบ Cold Test ที่อุณหภูมิ 0°C นานกว่า 5.5 ชั่วโมง โดยไม่เกิดไขในน้ำมันรำข้าว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศักยภาพโดดเด่นของอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันรำข้าว

เทคโนโลยีการผลิต

โรงงาน LPP OIL เลือกใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตทั้งระบบนำเข้าจากยุโรป ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ล่าสุดระดับชั้นนำของโลก อีกทั้งโรงงานยังได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001, GHPs, HACCP, HALAL, FDA และ BRCGS รวมถึงได้รับรางวัล Superior Taste Award 2025 จาก International Taste Institute สะท้อนการยอมรับในระดับนานาชาติ

นิคมอุตสาหกรรมแอลพีพี

บริษัท แอลพีพี อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด เดินหน้าพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแอลพีพี จ.นครสวรรค์ ซึ่งถือเป็นนิคมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย บนพื้นที่ 583 ไร่ ใน ต.โคกเดื่อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์ใจกลางประเทศ สามารถเชื่อมต่อทุกภูมิภาคและท่าเรือหลักได้อย่างสะดวก โดยมุ่งพัฒนาเป็น Smart Agriculture Industrial Estate เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในอนาคต คาดว่าจะเปิดดำเนินการในปี 2569

แนวโน้มตลาดโลก

อุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าตลาดในปี 2026 จะมีมูลค่าประมาณ 12.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 446.4 พันล้านบาท และจะขยายตัวสู่ระดับ 18.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 673.2 พันล้านบาทในปี 2036 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR 2026–2036) ประมาณ 4.2% โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นตลาดหลักของโลก ทั้งในฐานะแหล่งผลิตและตลาดผู้บริโภคสำคัญ ขณะที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวคุณภาพรายใหญ่ของโลก ด้วยความแข็งแกร่งด้านวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวคุณภาพสูง

ภายใต้แนวโน้มดังกล่าว LPP Group เดินหน้าขยายธุรกิจน้ำมันรำข้าว โดยมุ่งเน้นตลาด B2B ควบคู่การรุกตลาดผู้บริโภค (B2C) เพื่อผลักดัน LPP OIL สู่แบรนด์น้ำมันรำข้าวคุณภาพระดับโลก ทั้งด้านมาตรฐานการผลิต คุณค่าทางโภชนาการ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค