กรุงไทยคาด GDP ไทยปี 68 โต 3.1% รับแรงหนุนท่องเที่ยว-บริโภค
กรุงไทยคาด GDP ไทยปี 68 โต 3.1% รับแรงหนุนท่องเที่ยว-บริโภค

ศูนย์วิจัยกรุงไทย หรือ Krungthai Research ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2568 เป็นร้อยละ 3.1 จากเดิมที่คาดไว้ร้อยละ 2.9 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่ยังคงขยายตัวได้ดี

ปัจจัยหนุนเศรษฐกิจไทย

นายพชรพรรษ์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิจัยกรุงไทย เปิดเผยว่า การปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ มาจากปัจจัยบวกหลายประการ อาทิ การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยถึง 40 ล้านคนในปี 2568 สร้างรายได้กว่า 2.5 ล้านล้านบาท การบริโภคภาคเอกชนที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้นตามความเชื่อมั่นทางธุรกิจ

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคในระยะยาว นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แนวโน้มการส่งออกและการลงทุน

ศูนย์วิจัยกรุงไทยมองว่า การส่งออกของไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 3.0 โดยได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.5 จากความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเป้าหมาย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

สำหรับภาคการท่องเที่ยว ศูนย์วิจัยกรุงไทยคาดว่าในปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวจากจีนยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ฟื้นตัวได้ดี รวมถึงนักท่องเที่ยวจากรัสเซีย ยุโรป และอินเดีย

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

ศูนย์วิจัยกรุงไทยเสนอแนะให้ภาครัฐดำเนินนโยบายการเงินและการคลังอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเร่งรัดการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน เพื่อลดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ