EV โตไม่หยุด แต่ไทยยังตามมาตรฐานแบตเตอรี่โลกไม่ทัน ความเสี่ยงที่น่ากังวล
EV โตไม่หยุด แต่ไทยยังตามมาตรฐานแบตเตอรี่โลกไม่ทัน

รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเปลี่ยนจาก "ทางเลือก" สู่ "กระแสหลัก" ในระบบขนส่งไทย จากเดิมที่ได้รับความสนใจในฐานะเทคโนโลยีลดมลพิษ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่วันนี้ EV ได้ตอบสนองความต้องการพลังงาน และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากความไม่แน่นอนในสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์

EV โตแรง แต่มาตรฐานแบตเตอรี่ไทยพร้อมหรือยัง?

นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ เปิดเผยว่า ตัวเลขในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัดเจน โดยมีจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนสะสมเพิ่มขึ้นกว่า 178,000 คัน หรือเติบโตราว 16.9% ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งรวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า 100% รถไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด ขณะเดียวกัน การขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ทำให้ "แบตเตอรี่" กลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบพลังงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า หรือระบบกักเก็บพลังงาน

แต่คำถามสำคัญคือ ในวันที่เทคโนโลยีแบตเตอรี่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ระบบมาตรฐานและการกำกับดูแลของไทยเดินตามทันหรือไม่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เหตุไฟไหม้แบตเตอรี่ ไม่ใช่แค่เรื่องอุบัติเหตุ

ช่วงที่ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ไฟฟ้า การขนส่งแบตเตอรี่ หรือการลักลอบรีไซเคิลแบตเตอรี่ผิดกฎหมายปรากฏให้เห็นเป็นระยะ แม้เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ควรถูกนำไปตีความว่า EV หรือแบตเตอรี่เป็นเทคโนโลยีอันตราย แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อแบตเตอรี่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่ ประเทศจำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแลที่ครอบคลุมตลอดวงจร ตั้งแต่การผลิต นำเข้า ใช้งาน ขนส่ง ซ่อมแซม ใช้ซ้ำ ไปจนถึงการรีไซเคิล โดยทีดีอาร์ไอมองว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้มีมาตรฐานรองรับที่ชัดเจนและตรวจสอบได้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ไทยมีมาตรฐาน แต่ยังไม่ครอบคลุม

ปัจจุบันประเทศไทยมีมาตรฐานบังคับสำหรับแบตเตอรี่บางประเภทแล้ว เช่น Power Bank ที่ต้องผ่านมาตรฐาน มอก. ก่อนวางจำหน่าย อย่างไรก็ตาม สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ ยังต้องอาศัยมาตรฐานและการรับรองในลักษณะทั่วไปเป็นหลัก และยังไม่ได้ถูกยกระดับเป็นมาตรฐานบังคับในหลายส่วน TDRI ชี้ว่า ช่องว่างดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะแบตเตอรี่ EV ไม่ได้เป็นเพียงชิ้นส่วนหนึ่งของรถยนต์ แต่เป็นระบบพลังงานแรงดันสูงที่มีความซับซ้อน ทั้งเซลล์แบตเตอรี่ ระบบจัดการแบตเตอรี่ ระบบระบายความร้อน และซอฟต์แวร์ควบคุม

โลกเดินหน้า แต่ไทยยังอิงมาตรฐานเดิม

ปัจจุบันไทยยังอ้างอิงข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าตามมาตรฐาน UN R100 Revision 2 ซึ่งเน้นการทดสอบความปลอดภัยหลังเกิดเหตุ เช่น การชน การกระแทก หรือการลัดวงจร แต่ความเสี่ยงของแบตเตอรี่ในปัจจุบันไม่ได้เกิดเฉพาะจากอุบัติเหตุบนท้องถนน เห็นได้จากหลายกรณีที่เกิดขึ้นระหว่างการชาร์จไฟ การใช้งานตามปกติ หรือจากความเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่

ขณะที่มาตรฐานสากลได้พัฒนาไปสู่ UN R100 Revision 3 ซึ่งให้ความสำคัญกับการป้องกันการลุกลามของความร้อนภายในแบตเตอรี่ และระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ใช้สามารถรับรู้ความผิดปกติก่อนเกิดเหตุร้ายแรง หากเปรียบเทียบง่าย ๆ มาตรฐานรุ่นใหม่ไม่ได้ถามเพียงว่า "แบตเตอรี่แข็งแรงแค่ไหน" แต่ถามว่า "แบตเตอรี่สามารถตรวจจับและเตือนความผิดปกติได้เร็วพอหรือไม่"

จีนยกระดับสู่ "No Fire, No Explosion"

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา คือ จีนเตรียมบังคับใช้มาตรฐาน GB 38031-2025 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยถูกเรียกว่าเป็นมาตรฐาน "No Fire, No Explosion" แนวคิดนี้ คือ ไม่เพียงแค่เตือนให้ผู้ใช้งานหลบหนีเมื่อเกิดปัญหา แต่ต้องออกแบบให้ระบบสามารถป้องกันหรือจำกัดไม่ให้เกิดเพลิงไหม้และการระเบิดจากแพ็กแบตเตอรี่ได้ ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญต่อไทย เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่จำนวนมากในประเทศเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจากจีนโดยตรง

ถึงเวลาที่กฎหมายต้องวิ่งให้ทันเทคโนโลยี

นักวิชาการจาก TDRI มองว่า ความท้าทายที่ไทยกำลังเผชิญไม่ใช่ปัญหาของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ แต่เป็นการที่กรอบกำกับดูแลยังปรับตัวไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของแบตเตอรี่ EV และ ESS ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงศึกษามาตรฐานใหม่ของจีน ขยายการกำกับดูแลไปยังยานยนต์ไฟฟ้าบางประเภทที่อยู่นอกระบบจดทะเบียน และพัฒนาฐานข้อมูลติดตามแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต หรือ Battery Passport

ท้ายที่สุด การเติบโตของ EV จะไม่ได้วัดจากจำนวนรถที่วิ่งอยู่บนท้องถนนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าระบบกำกับดูแลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้มากเพียงใด เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจะยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อ "ความคุ้มค่า ความสะอาด และความปลอดภัย" เดินไปพร้อมกัน