แบงก์ชาติคงดอกเบี้ยนโยบาย 2.00% ต่อเนื่อง ส่งสัญญาณผ่อนคลายการเงิน
แบงก์ชาติคงดอกเบี้ยนโยบาย 2.00% ต่อเนื่อง

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.00% ต่อเนื่อง ในการประชุมวันที่ 21 สิงหาคม 2567 ตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้แต่มีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยภายนอก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในกรอบเป้าหมาย

เหตุผลที่คงดอกเบี้ยนโยบาย

กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2567 ขยายตัว 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 2.7% โดยได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่หดตัวและการใช้จ่ายภาครัฐที่ลดลง อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในภาคบริการและการท่องเที่ยว

นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ กนง. กล่าวว่า “กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะที่ยังคงต้องติดตามความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงินของประเทศหลักอย่างใกล้ชิด”

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แนวโน้มดอกเบี้ยในอนาคต

กนง. ส่งสัญญาณว่าพร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวรุนแรงกว่าคาด หรือหากเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง โดยกรรมการบางท่านเห็นว่าควรเตรียมพร้อมสำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ กนง. ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2567 ลงเหลือ 2.6% จากเดิม 2.7% และคงประมาณการปี 2568 ที่ 3.0% ขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 จะอยู่ที่ 1.2% และปี 2568 ที่ 1.5% ตามลำดับ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงิน

การคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.00% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินยังคงทรงตัว โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังอยู่ที่ประมาณ 6.5-7.0% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนอยู่ที่ประมาณ 1.5-2.0%

นักวิเคราะห์คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมครั้งถัดไปในเดือนตุลาคม 2567 หากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากการส่งออกยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน

นางสาววรรณา ศรีวิเชียร นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การคงดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ แต่สัญญาณที่ส่งออกมาค่อนข้างผ่อนคลาย ซึ่งเปิดโอกาสให้ กนง. ปรับลดดอกเบี้ยได้หากเศรษฐกิจชะลอตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปี”

ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

กนง. ระบุถึงความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและสหรัฐฯ ผลกระทบจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคประชาชน

นอกจากนี้ กนง. ยังกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของภาคการส่งออกที่ยังไม่แข็งแรง โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่อ่อนแอในตลาดหลัก ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2567 จะอยู่ที่ 36 ล้านคน

มุมมองต่อเศรษฐกิจไทย

กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้จากแรงสนับสนุนของการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยว แต่ความเสี่ยงจากภายนอกยังสูง โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาจชะลอตัวลง

ทั้งนี้ กนง. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้อยู่ในกรอบที่ยั่งยืน พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพด้านราคาและเสถียรภาพระบบการเงิน