นายกฯ ถกด่วน! สางปริศนาสต๊อกน้ำมันล่องหน-ปั๊มถูกตัดโควตา เร่งช่วยประมงต้นทุนพุ่ง
นายกฯ ถกด่วน สางปริศนาสต๊อกน้ำมันล่องหน-ปั๊มถูกตัดโควตา

นายกฯ ถกด่วน! สางปริศนาสต๊อกน้ำมันล่องหน-ปั๊มถูกตัดโควตา เร่งช่วยประมงต้นทุนพุ่ง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการหารือกับสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยว่า ได้รับการประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันสำหรับเรือประมง โดยในสภาวะปกติกลุ่มประมงใช้น้ำมันเขียวที่ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาถูกกว่าน้ำมันหน้าปั๊มทั่วไปประมาณ 10 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์ในอ่าวเปอร์เซียส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้อุดหนุนราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการถึงลิตรละ 20 บาท ส่งผลให้เกิดสภาวะบิดเบี้ยวที่ทำให้น้ำมันกลั่นสำหรับเรือประมงมีราคาสูงกว่าน้ำมันบนฝั่งอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้และตัดสินใจจอดเรือทิ้งเพื่อลดการขาดทุน

มาตรการชั่วคราวช่วยเหลือกลุ่มประมง

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น รัฐบาลได้เสนอแนวทางให้กลุ่มเรือประมงหันมาใช้น้ำมันดีเซล B20 ทดแทนไปก่อน เนื่องจากเป็นน้ำมันที่ใช้งานได้ทุกลำและมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซล B7 ถึง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งจะเป็นมาตรการชั่วคราวในระหว่างที่รอการปรับโครงสร้างภาษีระบบใหญ่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังกล่าวชื่นชมสมาคมฯ ที่เลือกส่งตัวแทนเข้ามาร่วมหารือเพื่อหาทางออกร่วมกับรัฐบาล แทนการใช้วิธีการประท้วงปิดอ่าวหรือปิดถนนซึ่งสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน โดยปัญหาทั้งหมดจะถูกนำเสนอในที่ประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณาโครงสร้างภาษีและหาข้อสรุปที่ชัดเจนต่อไป

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ปริศนาสต๊อกน้ำมันล่องหนและปั๊มถูกตัดโควตา

ในส่วนของประเด็นข้อสงสัยจากสังคมกรณีที่โรงกลั่นน้ำมันนำสต๊อกน้ำมันดิบราคาถูกในอดีตมากลั่นขายในราคาแพงปัจจุบันนั้น นายพิพัฒน์ชี้แจงว่าผู้ประกอบการต้องสั่งซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน โดยระบบการค้าต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความยุติธรรม เพราะหากสงครามยุติและราคาน้ำมันดิบโลกลดลง โรงกลั่นก็ต้องรับภาระขาดทุนจากการสั่งซื้อราคาแพงเช่นเดียวกัน

ท่ามกลางสถานการณ์ที่กระทรวงพลังงานยืนยันว่าประเทศมีสต๊อกน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งานถึง 101 วัน และโรงกลั่นเดินเครื่องผลิตเต็มกำลังตามปกติ กลับพบความผิดปกติอย่างร้ายแรงในระบบการกระจายน้ำมัน สะท้อนผ่านการที่สถานีบริการหลายแห่งถูกจำกัดโควตาการรับน้ำมันอย่างหนัก เช่น สถานีที่เคยมียอดขายวันละ 15,000 ลิตร ได้รับจัดสรรเพียงวันละ 4,000-5,000 ลิตรเท่านั้น

สิ่งนี้สร้างความสงสัยว่าปริมาณน้ำมันที่กลั่นออกมาอย่างเต็มกำลังทุกวันหายไปจากระบบได้อย่างไร ซึ่งข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้ เช่น อาจมีการลักลอบส่งออกน้ำมันทางเรือเพื่อขายต่างประเทศที่ให้ราคาสูงกว่า หรือมีการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ซึ่งทำได้ยากเนื่องจากถังเก็บกักมีจำกัด

นายกฯ เรียกประชุมด่วนตรวจสอบห่วงโซ่พลังงาน

จากความคลุมเครือและข้อขัดแย้งของข้อมูลทั้งหมด นายกรัฐมนตรีจึงได้เรียกประชุมด่วนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นน้ำมัน ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้ค้าน้ำมันคนกลาง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาตัวผู้ที่ให้ข้อมูลเท็จต่อสังคม

รัฐบาลยืนยันว่าไม่เคยมีนโยบายจำกัดโควตาการขายน้ำมัน ดังนั้นการที่น้ำมันขาดแคลนในสถานีบริการจึงเป็นเรื่องที่เกิดจากการจัดการภายในของผู้ค้าเอง การประชุมครั้งนี้มุ่งหวังเปิดเผยความจริงทั้งหมดให้กระจ่าง และจัดการกับผู้ที่ฉวยโอกาสสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนและผู้ให้บริการในสถานีบริการน้ำมัน

พร้อมกันนี้ นายพิพัฒน์ยังฝากความห่วงใยและขอความเห็นใจจากประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน งดเว้นการตำหนิหรือต่อว่าพนักงานให้บริการหน้าลานในสถานีบริการน้ำมัน เมื่อพบว่าน้ำมันหมด เนื่องจากพนักงานระดับปฏิบัติการไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่สามารถจัดหาน้ำมันมาเติมให้ได้หากถูกจำกัดโควตามาจากต้นทาง