กรมการค้าภายในเฝ้าระวังราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด หลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันสิ้นสุดลง
วันนี้ (17 มีนาคม 2569) นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงการดำเนินงานเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความตึงเครียดจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยกรมได้ติดตามเฝ้าระวังและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าที่มีต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้า เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 ปัจจุบันมีสินค้าควบคุมจำนวน 59 รายการ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ
นายวิทยากร ระบุว่า มาตรการที่ใช้กำกับดูแลราคาสินค้าจำเป็นที่มีผลกระทบต่อประชาชนนั้น ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายต้องขออนุญาตมายังกรมฯ และกรมจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้านก่อนอนุญาตให้ปรับราคาจำหน่ายได้ ในสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขออนุญาตปรับขึ้นราคาสินค้าเลย และกรมได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายให้ตรึงราคา โดยจำหน่ายในราคาเดิม เพื่อลดภาระให้แก่ประชาชนในช่วงสถานการณ์คับขัน
สินค้า 6 กลุ่มเสี่ยงได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ขนส่ง
กรมการค้าภายในได้ประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่
- กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่
- กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้
- กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ
- กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง
- กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช
- กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง
สินค้าเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจของประเทศ
เตรียมแผนปุ๋ยธงเขียวช่วยเกษตรกร รองรับฤดูกาลเพาะปลูก
สำหรับมาตรการดูแลสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิต กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันประเทศไทยยังมีสต็อกเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ ขณะที่ผู้นำเข้าได้กระจายแหล่งนำเข้าจากประเทศคู่ค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ได้แก่ มาเลเซีย บรูไน และโอมาน พร้อมเตรียมเชื่อมโยงปุ๋ยเคมีจากผู้ผลิตจำหน่ายตรงถึงเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อรองรับฤดูกาลเพาะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกสำคัญทั้งข้าวนาปี ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และผลไม้
โดยเน้นปุ๋ยเคมีหลัก 3 ชนิด ได้แก่ ปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยฟอสเฟต และปุ๋ยโพแทส ซึ่งครอบคลุมปุ๋ยสูตรที่สามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด ทุกระยะ กรมจะเตรียมแผนการจัดกิจกรรม ปุ๋ยธงเขียว ราคาประหยัด เพื่อลดภาระต้นทุนให้กับเกษตรกร
กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ เพื่อควบคุมราคาอย่างมีประสิทธิภาพ
กรมการค้าภายในใช้กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ และทบทวนทุก 1 เดือน ได้แก่
- กลุ่มสินค้า Sensitive List จำนวน 18 รายการ เช่น ปุ๋ยเคมี ไข่ไก่ เนื้อสุกร น้ำมันพืช น้ำมันดีเซล และเม็ดพลาสติก ซึ่งติดตามราคาทุกวันพร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด
- กลุ่ม Priority Watch List จำนวน 4 รายการ ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ นมผง ยาป้องกันศัตรูพืช และเหล็กแผ่นรีดร้อน ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันการกักตุน
- กลุ่ม Watch List จำนวน 197 รายการ เช่น สบู่ และน้ำยาซักฟอก ตรวจสอบต่อเนื่องทุก 15 วัน
ปัจจุบันสถานการณ์ด้านสินค้าและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการและควบคุมได้ โดยกรมฯ ได้ติดตามปริมาณสต็อกสินค้าและโครงสร้างต้นทุนอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ
ขอความร่วมมือประชาชนไม่กักตุนสินค้า พร้อมเตือนโทษทางกฎหมาย
กรมการค้าภายในขอความร่วมมือประชาชนเลือกซื้อสินค้าอย่างพอเหมาะตามความจำเป็น ไม่กักตุนสินค้าเกินความจำเป็น เพื่อให้เกิดการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง พร้อมกันนี้ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และติดตามข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประเทศไทยจะสามารถผ่านสถานการณ์ความผันผวนในช่วงนี้ไปได้อย่างเรียบร้อย
อย่างไรก็ดี หากตรวจพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยกรณีไม่ติดป้ายแสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569
ส.อ.ท.เสนอปรับราคาดีเซลแบบค่อยเป็นค่อยไป ป้องกันแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจ
ด้านนายนาวา จันทรสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมองว่าหากรัฐบาลดูแลราคาพลังงานโดยเฉพาะดีเซลอยู่ระดับที่มีเสถียรภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยลดแรงกดดันภาคธุรกิจ เนื่องจากต้นทุนด้านการขนส่งเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของภาคการผลิตและการค้า
ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นการบริหารราคาพลังงานให้เกิดจุดสมดุลที่เหมาะสม ระหว่างการดูแลต้นทุนภาคธุรกิจ และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ หากมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาดีเซล ภาคเอกชนเสนอว่า ไม่ควรปรับขึ้นแบบรวดเร็วหรือรุนแรงเกินไป แต่ควรใช้วิธีทยอยปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจ เพราะเมื่อราคาน้ำมันขยับสูงขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นทันที และภาระดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการในที่สุด
กรณีที่มีการคาดการณ์ราคาดีเซลขึ้นไปแตะระดับ 40 บาทต่อลิตร ภาคอุตสาหกรรมมองเป็นระดับราคาน่ากังวล และอาจกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งภาคการผลิต โลจิสติกส์ และค่าครองชีพของประชาชน ภาคอุตสาหกรรมเห็นพ้องกับแนวทางของรัฐบาลที่ยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่จะใช้แนวทางทยอยปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเกิดภาวะช็อก



