สรท.ประเมินผลกระทบโจมตีเรือไทยช่องแคบฮอร์มุซ กระทบส่งออกจำกัด แนะทางออก 3 ทาง
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์เรือขนส่งสินค้าไทยถูกโจมตีที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยประเมินว่าผลกระทบต่อการส่งออกไทยไปยังตะวันออกกลางในระยะสั้นยังไม่รุนแรง เนื่องจากภูมิภาคนี้มีสัดส่วนเพียง 5% ของการส่งออกไทยไปทั่วโลก และส่วนใหญ่เป็นสินค้าอาหาร เช่น ข้าวและพืชผล
อย่างไรก็ตาม สรท.กำลังประชุมหารือและติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานงานกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด สำหรับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมเริ่มเห็นความวุ่นวายต่อการส่งออกและขนย้ายสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ ซึ่งกังวลว่าจะเกิดความเสียหายเนื่องจากอายุสั้นและเน่าเสียง่าย ส่งผลให้ผู้ประกอบการเผชิญภาระเพิ่มและสูญเสียรายได้ จึงต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแลและออกมาตรการช่วยเหลือ
เน้นย้ำความปลอดภัยและทางเลือกหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
โชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ลูกเรือได้รับการช่วยเหลือทั้งหมดและขึ้นฝั่งที่ท่าเรือโอมานอย่างปลอดภัย สรท.ได้แจ้งเตือนผู้ส่งออกสมาชิกให้หลีกเลี่ยงการเคลื่อนเรือเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ควรรอจนกว่าสถานการณ์จะสงบ หากจำเป็นต้องขนส่งควรใช้เส้นทางอื่น เช่น อ้อมแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งปลอดภัยกว่าแต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มประมาณ 30-40% เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นคำเตือนไม่ให้ละเมิดพื้นที่เสี่ยง โดยปกติหากเกิดสงครามหรือการปะทะควรจอดเรือเฉยๆ ไม่ขยับต่อ
เบื้องต้นยังประเมินความเสียหายไม่ได้ ขณะนี้ต้องหาวิธีลากเรือเข้าฝั่ง ประธานสรท.เน้นย้ำให้ผู้ส่งออกไทยระมัดระวังการเดินเรือ หยุดไว้ก่อน อย่าเคลื่อนเข้าไปในพื้นที่สู้รบโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน หรือหากจำเป็นให้เลือกเส้นทางอ้อม
แนวทางออก 3 ทางสำหรับจัดการตู้สินค้าค้างทะเล
สำหรับผู้ส่งออกที่มีสินค้าอยู่ระหว่างขนส่งไปยังกลุ่มประเทศภายในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ สรท.เสนอแนวทางออกของปัญหาตู้สินค้าตกค้างกลางทะเลแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
- นำตู้สินค้าไปส่งมอบที่ท่าเรืออื่น โดยเปลี่ยนท่าเรือปลายทาง เช่น ท่าเรือ Khor Fakkan ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือท่าเรือ Jeddah ในซาอุดิอาระเบีย ซึ่งผู้นำเข้าหรือลูกค้าปลายทางอาจมีต้นทุนเพิ่ม เช่น ค่าพิธีการศุลกากร (ราวตู้ละ 2,000 USD) ค่าเปลี่ยนท่าเรือ (ราว 600-800 USD) และค่าขนถ่ายสินค้าทางบก
- นำตู้สินค้าไปพักคอย โดยนำตู้ไปยังกลุ่มท่าเรือ Safe Port / Transshipment Port อื่นๆ เช่น ในอินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา ต้องพิจารณาต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเก็บรักษาในท่าเรือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ยืดเยื้อ สินค้าสูญหายหรือเสียหายจากการโจมตี รวมถึงความแออัดรุนแรงในท่าเรือ ต้นทุนในท่าเรืออาจสูงถึง 5-6 แสนบาทต่อตู้ในระยะเวลา 1-2 เดือน
- นำตู้สินค้ากลับไทย สรท.แนะนำให้นำสินค้ากลับมายังประเทศไทย เพื่อหยุดต้นทุนที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถควบคุมได้
สรท.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ผู้ส่งออกต่อไป



