รัฐบาลไทยประกาศมาตรการฉุกเฉิน ระงับส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ เรื่องการกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีสาระสำคัญคือการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันของประเทศไทย
สาเหตุและภูมิหลังของคำสั่งระงับส่งออก
คำสั่งดังกล่าวอ้างอิงถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญหลายแห่งในตะวันออกกลาง รวมถึงการยกระดับการจำกัดเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก สถานการณ์นี้สร้างความไม่แน่นอนต่ออุปทานน้ำมันเชื้อเพลิง และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะยุติลงเมื่อใด
รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อออกมาตรการป้องกันล่วงหน้า โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานภายในประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
รายละเอียดของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ถูกระงับส่งออก
ตามคำสั่งข้อ 2 ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงต้องระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไปนี้เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง:
- น้ำมันสำเร็จรูป ได้แก่ น้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล์หรือน้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิดเจท เอ 1
- ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)
อย่างไรก็ตาม คำสั่งข้อ 3 ได้กำหนดข้อยกเว้นบางประการ โดยไม่ให้ใช้บังคับกับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงในกรณีต่อไปนี้:
- การส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
- น้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้ามาเพื่อส่งออกที่เก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากรตามกฎหมายศุลกากร
- น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งไม่สามารถจำหน่ายในราชอาณาจักรได้
มาตรการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม
นอกจากนี้ คำสั่งข้อ 4 ยังกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ต้องสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตในราชอาณาจักรในอัตราที่กำหนด ดังนี้:
- อัตราร้อยละ 1.5 ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569
- อัตราร้อยละ 3 ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569
การคำนวณปริมาณสำรอง การขอความเห็นชอบสถานที่เก็บสำรอง เงื่อนไขการปฏิบัติ การมอบหมายให้บุคคลอื่นเก็บสำรองแทน และการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้อง จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง
กรณีผ่อนผันและอำนาจหน้าที่
ในกรณีที่ผู้ค้าน้ำมันแสดงหลักฐานเป็นหนังสือว่ามีพฤติการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถสำรองน้ำมันตามอัตราที่กำหนดได้ หรือการสำรองจะทำให้ได้รับความเสียหายเกินสมควร คำสั่งข้อ 5 กำหนดให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีอำนาจออกคำสั่งผ่อนผันเป็นการชั่วคราว ไม่ให้ต้องสำรองน้ำมันหรือลดปริมาณการสำรองได้ตามระยะเวลาที่เห็นสม适宜 พร้อมกำหนดเงื่อนไขในการผ่อนผันหากจำเป็น
มาตรการนี้สะท้อนถึงความตื่นตัวของรัฐบาลไทยในการเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบจากวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก การระงับส่งออกชั่วคราวถือเป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อปกป้องความมั่นคงด้านพลังงานของชาติในระยะสั้น ขณะที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเมียนมาผ่านข้อยกเว้นที่กำหนดไว้



