ศุภจี เผยผลกระทบการค้าจากความขัดแย้งตะวันออกกลางยังจำกัด แต่สั่งเฝ้าระวังทางอ้อม
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ในมุมมองด้านการพาณิชย์ ผลกระทบต่อการค้าไทยยังอยู่ในวงที่จำกัด โดยประเมินว่าสัดส่วนรายได้จากการค้าทั้งนำเข้าและส่งออกยังมีปริมาณไม่มากนัก
สัดส่วนการค้าที่จำกัดกับประเทศคู่ขัดแย้ง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า อิสราเอลมีสัดส่วนเพียง 0.2% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย ขณะที่อิหร่านมีสัดส่วนการค้ากับไทยเพียง 0.02% เท่านั้น ดังนั้นผลกระทบโดยตรงกับประเทศคู่ขัดแย้งจึงไม่มาก แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังคือภาพรวมของภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะตลาดในภูมิภาคนี้มีมูลค่าการค้ากับไทยประมาณ 4-5% ซึ่งถือว่าไม่สูงนัก
ผลกระทบทางอ้อมที่ต้องเฝ้าระวัง
นางศุภจีเน้นย้ำว่า ผลกระทบทางอ้อมที่ต้องเฝ้าระวังคือการค้ากับภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะอาจกระทบเรื่องการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับยุโรปที่อาจมีผลต่อโลจิสติกส์และการค้าโลก กระทรวงพาณิชย์จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
มาตรการหลักของกระทรวงพาณิชย์
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศมาตรการหลักๆ ดังนี้
- การดูแลการบริหารจัดการราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อป้องกันการขึ้นราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุน
- การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง โดยร่วมมือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะวัตถุดิบพลังงานที่นำเข้าจากตะวันออกกลาง
- การตั้งศูนย์เฉพาะกิจ 1169 เพื่อรับข้อชี้แนะและให้คำปรึกษาผู้ประกอบการไทยตลอด 24 ชั่วโมง ในประเด็นการขนส่งและการประสานงานกับผู้ให้บริการขนส่งทางเรือ
การทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก
กระทรวงพาณิชย์จะทำงานร่วมกับทูตพาณิชย์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อติดตามสถานการณ์ทางการค้าอย่างใกล้ชิดและรายงานข้อมูลกลับมา นอกจากนี้ จะมีการวิเคราะห์ผลกระทบ อัตราเงินเฟ้อ และค่าครองชีพร่วมกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ เพื่อจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรการเหล่านี้มุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาวะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลก



