สนค. เผยจีนก้าวหน้าสร้างความมั่นคงอาหาร ลดนำเข้าเกษตร กระทบไทยโดยตรง แนะปรับตัวด่วน
วันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2569) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามผลการดำเนินการตามแผนพัฒนาฉบับที่ 14 (ปี 2564-2568) ของจีน ซึ่งมีเป้าหมายเร่งสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างจริงจัง โดยมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองและลดการนำเข้าสินค้าเกษตร พบว่าจีนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชัดเจนใน 3 มิติหลัก
3 มิติยุทธศาสตร์ความมั่นคงอาหารของจีน
มิติแรกคือ การพึ่งพาตนเองด้านอาหาร โดยเฉพาะธัญพืชพื้นฐาน ได้แก่ ข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพด ซึ่งจีนตั้งเป้าผลผลิตไม่ต่ำกว่า 650 ล้านตันต่อปี และในปี 2567 สามารถผลิตได้ถึง 700 ล้านตันแล้ว
มิติที่สองคือ การทุ่มทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร โดยพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกมาตรฐานสูงกว่า 417 ล้านไร่ เร่งพัฒนาสายพันธุ์พืชและสัตว์ภายในประเทศ ปัจจุบันสัดส่วนการใช้เมล็ดพันธุ์จีนมีมากกว่า 95% ของพื้นที่เพาะปลูก รวมถึงพัฒนาสายพันธุ์ไก่เนื้อ โค และกุ้งขาว
มิติสุดท้ายคือ การบูรณาการความมั่นคงอาหารกับการพัฒนาชนบทและลดความยากจน ภายใต้วิสัยทัศน์สร้างชนบทที่เข้มแข็ง มั่งคั่ง สวยงาม และทันสมัย จีนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เช่น ขยายเครือข่าย 5G ในชนบท ผลักดันนโยบาย One Village One Product ใช้อีคอมเมิร์ซเชื่อมเกษตรกรกับตลาดเมือง ดึงดูดคนรุ่นใหม่กลับไปทำเกษตรสมัยใหม่ ใช้ฐานข้อมูล National Rural Big Data Platform ติดตามรายได้ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ ผู้สูงอายุ และครอบครัวเด็กนักเรียน พร้อมส่งเสริม Eco-Tourism และ Rural Homestay Economy เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชน
ผลกระทบต่อไทยและแนวทางปรับตัว
นโยบายของจีนส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทย เนื่องจากจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมอันดับหนึ่งของไทย ในช่วง 11 เดือนปี 2568 (มกราคม-พฤศจิกายน) ไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนมีสัดส่วนสูงถึง 38.42% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมด จึงถือเป็นความท้าทายเร่งด่วนที่ไทยต้องปรับตัว
ผู้อำนวยการสนค. กล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับเทรนด์ตลาดจีน ดังนี้:
- ตอบสนองนโยบาย Healthy China 2030 ด้วยการส่งเสริมอาหารสุขภาพและอาหารฟังก์ชันผสมสมุนไพรไทย
- สอดคล้องกับนโยบาย Green China โดยสร้างแบรนด์สินค้ายั่งยืนและรับรองมาตรฐาน เช่น ฉลากคาร์บอน
- รุกช่องทางดิจิทัลอย่าง Tmall, JD.com และ Douyin เพื่อเจาะตลาดออนไลน์
- ศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนกับบริษัทเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech) ของจีน เพื่อพัฒนานวัตกรรมสินค้า
- เร่งกระจายความเสี่ยงและเจาะตลาดส่งออกใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดจีนมากเกินไป
มาตรการความมั่นคงอาหารจากต่างประเทศที่ไทยนำมาประยุกต์ใช้
ผู้อำนวยการสนค. ยังยกตัวอย่างมาตรการจากต่างประเทศที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างความมั่นคงด้านเกษตรและอาหาร:
- สิงคโปร์ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการทำฟาร์มในเมือง (Urban Farming) ด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะและอินเทอร์เน็ต เพื่อเพิ่มผลผลิตสูงกว่าการเกษตรแบบดั้งเดิม 10-15 เท่า ตามนโยบาย 30 by 30 ที่มุ่งผลิตอาหารภายในประเทศ 30% ของปริมาณบริโภคทั้งหมดภายในปี 2030
- สหภาพยุโรป ใช้ยุทธศาสตร์จากฟาร์มสู่ผู้บริโภค (Farm to Fork) เพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน โดยลดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าออร์แกนิกและสนับสนุนการจัดซื้อสินค้าดังกล่าวสำหรับโรงเรียนและหน่วยงานภาครัฐ
- ออสเตรเลีย ใช้นโยบาย Australia remain a global food bowl มุ่งเน้นประสิทธิภาพการผลิต รักษาความปลอดภัยทางชีวภาพ และพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและการส่งออกอย่างยั่งยืน
มาตรการเหล่านี้ไทยสามารถประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับภาคการเกษตร เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงด้านอาหารที่ยั่งยืนในอนาคต