กรณีทายาทตระกูล Samsung ต้องชำระภาษีมรดกมูลค่ากว่า 12 ล้านล้านวอน หรือราว 266,000 ล้านบาท ไม่ได้เป็นเพียงข่าวธุรกิจครั้งใหญ่ของเกาหลีใต้ แต่ยังสะท้อนการถกเถียงระดับโลกเกี่ยวกับบทบาทของภาษีมรดก ว่าควรเป็นเครื่องมือจำกัดการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง หรือเป็นการเก็บภาษีซ้ำจากทรัพย์สินที่ถูกจัดเก็บภาษีมาแล้วตลอดชีวิต เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการชำระภาษีมรดกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ และมีมูลค่าสูงกว่ารายได้ภาษีมรดกที่รัฐบาลเกาหลีใต้จัดเก็บได้ทั้งประเทศในบางปี
ภาษีมรดก: เครื่องมือกระจายความมั่งคั่ง หรือภาษีซ้ำซ้อน?
ภาษีมรดก หรือ Inheritance Tax คือภาษีที่รัฐจัดเก็บจากทรัพย์สินที่ส่งต่อจากผู้เสียชีวิตไปยังทายาท ไม่ว่าจะเป็นเงินสด หุ้น ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หรือกิจการต่าง ๆ โดยแนวคิดสำคัญของภาษีประเภทนี้อยู่บนคำถามว่า ความมั่งคั่งควรถูกส่งต่อข้ามรุ่นได้มากเพียงใด และสังคมควรเปิดโอกาสให้ผู้คนแข่งขันกันบนพื้นฐานของความสามารถ มากกว่าชาติกำเนิดหรือไม่
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลัก Meritocracy หรือสังคมที่ให้ความสำคัญกับความสามารถของแต่ละบุคคล รวมถึงแนวคิด Social Contract ที่มองว่าความมั่งคั่งจำนวนมากไม่ได้เกิดจากความสามารถส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เติบโตขึ้นภายใต้โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย และระบบเศรษฐกิจที่สังคมร่วมกันสร้างขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศมองว่ารัฐควรมีส่วนในการจัดเก็บภาษีจากการส่งต่อทรัพย์สินขนาดใหญ่
นอกจากนี้ ภาษีมรดกยังถูกใช้เป็นเครื่องมือป้องกันการกระจุกตัวของทรัพย์สินในกลุ่มครอบครัวเดิมเป็นเวลานานเกินไป ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันทางเศรษฐกิจลดลง และเพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรุ่นต่อไป
อัตราภาษีมรดกในประเทศต่างๆ
ปัจจุบัน หลายประเทศพัฒนาแล้วเลือกใช้อัตราภาษีมรดกในระดับค่อนข้างสูง โดยญี่ปุ่นมีอัตราสูงสุดถึง 55% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโลก ตามมาด้วยเกาหลีใต้และเยอรมนีที่ 50% ฝรั่งเศส 45% ขณะที่สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์ อยู่ที่ 40% อย่างไรก็ตาม อัตราดังกล่าวเป็นเพียงเพดานสูงสุดตามกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องจ่ายภาษีในอัตราดังกล่าวจริง เนื่องจากหลายประเทศออกแบบระบบยกเว้นภาษีและมาตรการลดหย่อนจำนวนมากเพื่อป้องกันไม่ให้ภาระตกอยู่กับครอบครัวทั่วไป
- ญี่ปุ่น: ยกเว้นมรดกส่วนแรก 30 ล้านเยน และเพิ่มวงเงินยกเว้นอีกตามจำนวนทายาท
- สหรัฐฯ: ยกเว้นมูลค่าทรัพย์สินหลายสิบล้านดอลลาร์ต่อคน ทำให้มีเพียงกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงมากเท่านั้นที่เข้าสู่ระบบภาษี
- อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี: มีมาตรการลดหย่อนสำหรับที่อยู่อาศัยหรือธุรกิจครอบครัว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินกิจการและการจ้างงาน
รายได้จากภาษีมรดกในทางปฏิบัติ
แม้ภาษีมรดกจะได้รับความสนใจในเชิงนโยบายและการเมืองอย่างมาก แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้างรายได้ให้รัฐไม่สูงนักเมื่อเทียบกับภาษีประเภทอื่น ข้อมูลของ OECD ระบุว่า ภาษีมรดกและภาษีการให้สร้างรายได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 0.5% ของรายได้ภาษีทั้งหมดของประเทศสมาชิก อย่างไรก็ตาม บางประเทศสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีมรดกได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่มีสัดส่วนรายได้จากภาษีมรดกสูงที่สุดในกลุ่ม OECD คิดเป็นประมาณ 1.6% ของรายได้ภาษีทั้งหมด ขณะที่เบลเยียม ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ต่างมีสัดส่วนมากกว่า 1% จากอัตราภาษีที่สูงและฐานภาษีที่กว้าง
ข้อโต้แย้งและความท้าทาย
ในอีกด้านหนึ่ง หลายประเทศกลับเลือกยกเลิกหรือไม่จัดเก็บภาษีมรดกเลย เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และแคนาดา โดยให้เหตุผลว่าการไม่มีภาษีมรดกช่วยดึงดูดการลงทุน รักษาความสามารถในการแข่งขัน และจูงใจให้ผู้มีความมั่งคั่งเข้ามาถือครองทรัพย์สินภายในประเทศ
ด้วยเหตุนี้ ภาษีมรดกจึงกลายเป็นหนึ่งในภาษีที่ถูกถกเถียงมากที่สุดในโลก ฝ่ายที่สนับสนุนมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และป้องกันไม่ให้ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มครอบครัวเดิมหลายชั่วอายุคน ขณะที่ฝ่ายคัดค้านมองว่าเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนจากทรัพย์สินที่เจ้าของได้เสียภาษีมาแล้วในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดช่วงชีวิต
อีกหนึ่งประเด็นที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือปัญหา Asset Rich, Cash Poor หรือกรณีที่ทายาทได้รับทรัพย์สินมูลค่าสูงในรูปที่ดิน หุ้น หรือกิจการ แต่ไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับชำระภาษี จนต้องเร่งขายทรัพย์สินหรือขายกิจการในราคาที่อาจต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง
ขณะเดียวกัน การเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin และ NFT ยังสร้างความท้าทายใหม่ให้กับระบบภาษีทั่วโลก เนื่องจากการเข้าถึงทรัพย์สินเหล่านี้อาจขึ้นอยู่กับรหัสผ่านหรือกุญแจดิจิทัลที่ไม่สามารถถ่ายทอดให้ทายาทได้อย่างสมบูรณ์
สถานการณ์ภาษีมรดกในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย เริ่มบังคับใช้ภาษีมรดกอย่างเป็นทางการในปี 2559 โดยกำหนดเกณฑ์ยกเว้นมรดกมูลค่าไม่เกิน 100 ล้านบาท และจัดเก็บในอัตรา 5% สำหรับทายาทสายตรง และ 10% สำหรับบุคคลอื่น แม้อัตราภาษีจะต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศพัฒนาแล้ว แต่รายได้ที่รัฐจัดเก็บได้จริงยังอยู่ในระดับเพียงประมาณ 400-500 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ ผู้มีทรัพย์สินจำนวนมากยังสามารถวางแผนภาษีผ่านการจัดโครงสร้างการถือครองทรัพย์สิน การโอนทรัพย์สินล่วงหน้า หรือการใช้ภาษีการให้เพื่อลดภาระภาษีได้ ทำให้ภาษีมรดกของไทยในปัจจุบันมีบทบาทเชิงสัญลักษณ์มากกว่าการเป็นเครื่องมือกระจายความมั่งคั่งอย่างจริงจัง
บทสรุป
ท้ายที่สุดแล้ว ภาษีมรดกไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขทางภาษี แต่เป็นคำถามเชิงนโยบายที่หลายประเทศยังหาคำตอบไม่ลงตัว ระหว่างการคุ้มครองสิทธิของครอบครัวในการส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกหลาน กับการสร้างความเท่าเทียมของโอกาสในสังคม และในยุคที่ความมั่งคั่งของโลกกำลังกระจุกตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ คำถามนี้อาจยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นว่า สังคมควรให้น้ำหนักกับสิทธิในการส่งต่อความมั่งคั่ง หรือโอกาสที่เท่าเทียมของคนรุ่นถัดไป มากกว่ากัน



