สงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะหนึ่งในห้าผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติของประเทศ ได้ดำเนินบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาครัฐ ดูแลความมั่นคงทางพลังงาน เร่งปรับแผนจัดหาก๊าซธรรมชาติ นำเข้า Spot LNG ตามที่ได้รับมอบหมาย พร้อมประสานเพิ่มกำลังผลิตจากอ่าวไทย เพื่อให้คนไทยมีไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มใช้อย่างเพียงพอ และภาคการผลิตของประเทศไม่สะดุด
สถานการณ์วิกฤตพลังงานในฤดูร้อน
ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติของคนไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้ผลิต LNG รายใหญ่อย่างกาตาร์ไม่สามารถจัดส่งก๊าซได้ตามสัญญา คำถามที่หลายคนสงสัยคือ แล้วแบบนี้ไฟจะดับไหม? พลังงานจะพอใช้หรือเปล่า?
มาตรการเชิงรุกของ ปตท.
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรพลังงานของชาติ จึงต้องใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ ภายใต้หลักการ "มั่นคง โปร่งใส เพื่อประเทศไทย" โดยการแก้เกมวิกฤตด้วยการดึงก๊าซจากอ่าวไทยและนำเข้า Spot LNG
เพิ่มกำลังผลิตจากอ่าวไทย
เมื่อก๊าซจากตะวันออกกลางสะดุด ปตท. จึงแก้เกมด้วยการประสานผู้ผลิตเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ดึงก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมกับเจรจาประเทศเพื่อนบ้านให้เลื่อนแผนซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซบนพื้นที่ทับซ้อนออกไปก่อน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้มากกว่าปกติ
นำเข้า Spot LNG
เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ภาครัฐได้มอบหมายให้ ปตท. จัดหา LNG แบบรายเที่ยวเรือ หรือที่เรียกว่า "Spot LNG" จำนวน 2 เที่ยวเรือ จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางเข้ามาทดแทน โดยการจัดหาแบบ Spot LNG นี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากภาครัฐทุกครั้ง และมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสผ่านเว็บไซต์ของ ปตท. ทำให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะมีไฟฟ้าใช้อย่างไม่ขาดแคลน
การใช้ก๊าซธรรมชาติอย่างคุ้มค่าผ่านโรงแยกก๊าซ
ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยไม่ได้มีดีแค่เอาไปเผาทำไฟฟ้า ปตท. เปรียบเปรยว่า การส่งก๊าซจากอ่าวไทยไปเผาทำไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอา "ไม้สักไปทำฟืน" ดังนั้น จึงต้องใช้ประโยชน์ให้ได้อย่างคุ้มค่า ด้วยการนำเข้าไปผ่านกระบวนการแยกก๊าซใน "โรงแยกก๊าซธรรมชาติ" เพื่อคัดแยกสารประกอบที่มีมูลค่าออกมาก่อน ได้แก่
- ก๊าซมีเทน: นำไปผลิตไฟฟ้า ให้ความร้อนในโรงงาน เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (NGV) และทำปุ๋ยเคมี
- ก๊าซอีเทน: นำไปผลิตพลาสติก เช่น ถุงพลาสติก หลอดยาสีฟัน
- ก๊าซโพรเพนและบิวเทน: นำไปผลิตเป็นก๊าซหุงต้ม (LPG) และส่วนประกอบอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
กระบวนการนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิด Bypass Gas หรือการปล่อยก๊าซธรรมชาติผ่านไปให้ผู้ใช้ปลายทางโดยไม่ได้แยกสารที่มีมูลค่าออก ซึ่งถือเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมาก และในช่วงวิกฤตนี้ ปตท. ได้เลื่อนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 ออกไป เพื่อเดินเครื่องเต็มกำลัง ผลิตก๊าซ LPG ป้อนให้คนไทยได้อย่างพอเพียง
สถิติการใช้ก๊าซธรรมชาติในยุคสงคราม
ข้อมูลการจัดสรรก๊าซธรรมชาติในช่วงสถานการณ์สงคราม (มีนาคม-เมษายน 2569) เทียบกับสถานการณ์ปกติ (ปี 2568) ชี้ให้เห็นว่ามีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนเพื่อรองรับความต้องการที่จำเป็นสูงสุด
- ภาคการผลิตไฟฟ้า: ปรับเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ปกติที่ 61% เป็น 64%
- ภาคอุตสาหกรรม: ลดลงจาก 17% เหลือ 15%
- ภาคปิโตรเคมี: ลดลงเล็กน้อยจาก 14% เหลือ 13%
- ภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน (LPG): รักษาระดับคงที่ 6%
- ภาคการขนส่ง (รถ NGV): รักษาระดับคงที่ 2%
จากตัวเลขนี้จะเห็นว่า การบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติของประเทศเทน้ำหนักไปที่การผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อให้รอดพ้นช่วงหน้าร้อนไปได้ พร้อมกับเตรียมความพร้อมสถานีบริการ NGV เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น และรักษาระดับการผลิต LPG เพื่อใช้ในประเทศ รวมถึงจัดส่งวัตถุดิบปิโตรเคมีเพื่อหล่อเลี้ยงระบบการผลิตของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้



