เอกชนยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีแรงงาน เร่งแก้วิกฤตขาดแคลนแรงงานกว่า 5 แสนคน
เอกชนยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีแรงงาน เร่งแก้วิกฤตขาดแคลนแรงงาน

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลผ่านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อเรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างเร่งด่วน พร้อมเสนอให้เร่งรัดมาตรการต่ออายุแรงงานต่างด้าว MOU และเปิดตลาดแรงงานใหม่จากหลายประเทศ หลังประเมินว่าปัจจุบันไทยกำลังขาดแคลนแรงงานเข้มข้นมากกว่า 500,000 คน ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ก่อสร้าง เกษตร ท่องเที่ยว และบริการ

กกร.ยื่นข้อเสนอเร่งด่วน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทน กกร. กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเติบโตของ GDP ที่ต่ำ ขณะที่รัฐบาลมีแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลายเรื่อง แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดคือแรงงาน ซึ่งขณะนี้ไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยปัญหาชายแดนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเดินทางกลับประเทศจำนวนมาก ขณะเดียวกัน แรงงานจากเมียนมายังถูกหลายประเทศแย่งตัวไป ทำให้ไทยเผชิญการแข่งขันด้านแรงงานรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ แรงงานใหม่จากเมียนมาที่เข้ามาในช่วงหลัง ส่วนใหญ่ยังเป็นแรงงานหญิงมากกว่าแรงงานชาย ส่งผลให้เกิดปัญหาความไม่สมดุลของแรงงานในบางภาคส่วน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

“ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งหมดอยู่ที่แรงงาน วันนี้เรามีปัญหาเรื่องแรงงานขาดแคลนอย่างมาก และต้องเร่งรักษาแรงงานเดิมเอาไว้ก่อน” กกร. จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งนำเรื่องต่ออายุแรงงานต่างด้าว MOU 4 สัญชาติ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็ว พร้อมเปิดทางให้แรงงานที่อยู่ในไทยสามารถต่ออายุได้ โดยไม่ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง เพื่อรักษาแรงงานไว้ในระบบ พร้อมเสนอให้กระทรวงแรงงาน เร่งศึกษาและจัดทำ MOU กับประเทศใหม่เพิ่มเติม เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และบังกลาเทศ เพื่อรองรับความต้องการแรงงานในอนาคต เนื่องจากไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ประชากรวัยแรงงานลดลงต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจยังต้องการแรงงานจำนวนมาก แม้จะมีเทคโนโลยี AI หุ่นยนต์ และระบบดิจิทัลเข้ามาช่วย แต่หลายภาคส่วนยังจำเป็นต้องใช้แรงงานคน โดยเฉพาะภาคเกษตร ท่องเที่ยว บริการ และโลจิสติกส์

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อภาคก่อสร้าง

ส่วนภาคก่อสร้าง ซึ่งพึ่งพาแรงงานกัมพูชาจำนวนมาก ขณะนี้เริ่มได้รับผลกระทบชัดเจน โดยผู้ประกอบการหลายรายสะท้อนว่าเกิดการแย่งแรงงานกันอย่างหนัก จนบางส่วนทิ้งสัญญาจ้าง เพราะหาแรงงานไม่ได้ “วันนี้มันไม่มีแรงงานก่อสร้าง ซึ่งปกติแรงงานกัมพูชาอยู่ในภาคนี้จำนวนมาก ตอนนี้สิ่งสำคัญคือต้องรักษาแรงงานเก่าไว้ก่อน”

รัฐมนตรีรับปากเร่งดำเนินการ

ด้านนายจุลพันธ์ ยอมรับว่า ไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานจริง โดยเฉพาะแรงงานในระบบ MOU 4 ประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า รัฐบาลไทยไม่มีปัญหากับประชาชนประเทศเพื่อนบ้าน และการเดินหน้าความร่วมมือด้านแรงงานยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย “กระทรวงแรงงานจะเร่งนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อเปิดให้มีการดำเนินการเรื่อง MOU ต่อเนื่องต่อไป” โดยปัญหาสำคัญอีกด้าน คือ ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานของไทยที่ผ่านมา มีข้อจำกัดและอุปสรรคหลายอย่าง ส่งผลให้แรงงานจำนวนหนึ่งหลุดออกจากระบบ กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ทั้งที่ยังทำงานอยู่ในประเทศไทย

เปิดตลาดแรงงานใหม่และพัฒนาทักษะ

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงาน อยู่ระหว่างศึกษาการเปิดตลาดแรงงานใหม่เพิ่มเติม พร้อมยอมรับว่า ไทยกำลังแข่งขันกับหลายประเทศ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี จีน และฮ่องกง ที่ต้องการแรงงานจากภูมิภาคเดียวกัน ทำให้ไทยจำเป็นต้องปรับระบบนำเข้าแรงงานให้สะดวกขึ้น และลดขั้นตอนการทำงานเพื่อให้เกิดการจับคู่แรงงาน (Job Matching) ได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าแนวทาง up-skill และ re-skill แรงงานไทย เพื่อให้แรงงานไทยสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และก้าวสู่แรงงานทักษะสูงในอนาคต

สถานการณ์แรงงานกัมพูชา

สำหรับแรงงานกัมพูชา นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแรงงานกัมพูชาอยู่ในไทยประมาณ 400,000 คน โดยราว 200,000 คน ยังอยู่ในระบบ MOU และสามารถทำงานได้ตามปกติ แต่อีกประมาณ 200,000 คน หลุดออกจากระบบการขึ้นทะเบียนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลเตรียมหาแนวทางดึงกลับเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การนำเข้าแรงงานกัมพูชารายใหม่ยังทำได้ยาก เนื่องจากด่านชายแดนยังปิดอยู่

ความคืบหน้านโยบายลดเงินสมทบประกันสังคม

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ยังเปิดเผยถึงความคืบหน้านโยบายลดเงินสมทบประกันสังคมภายใน 100 วัน ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของบอร์ดประกันสังคม โดยกระทรวงฯ ได้มอบแนวคิดและแนวนโยบายไปแล้ว คาดว่า จะมีความชัดเจนในเร็ว ๆ นี้