อัตราการเกิดของไทยลดลงต่อเนื่อง กระทบเศรษฐกิจและสังคม
อัตราการเกิดของไทยลดลงต่อเนื่อง กระทบเศรษฐกิจและสังคม

อัตราการเกิดของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สร้างความกังวลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าในปี 2566 ไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่เพียง 485,000 คน ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 8.4 และลดลงจากปี 2556 ถึงร้อยละ 30.1

สาเหตุหลักของการลดลงของอัตราการเกิด

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยมีบุตรน้อยลง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่สูงขึ้น ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงค่านิยมในการใช้ชีวิต และการเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้นของผู้หญิง ส่งผลให้หลายครอบครัวตัดสินใจมีบุตรเพียงคนเดียวหรือไม่มีบุตรเลย

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

การลดลงของจำนวนประชากรวัยทำงานจะส่งผลให้กำลังแรงงานหดตัว ซึ่งอาจทำให้ผลิตภาพโดยรวมของประเทศลดลง และส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว นอกจากนี้ ภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งหมดเพิ่มขึ้น

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อสังคม

สังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยในปี 2566 มีผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) คิดเป็นร้อยละ 18.5 ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 26.9 ในปี 2576 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้จะส่งผลต่อระบบสาธารณสุข ระบบบำนาญ และรูปแบบการอยู่อาศัยของคนในสังคม

แนวทางแก้ไขปัญหา

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นการเกิด เช่น การเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับครอบครัวที่มีบุตร การขยายวันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร และการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าการแก้ไขปัญหานี้ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับการมีบุตร

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นอกจากนี้ การส่งเสริมการย้ายถิ่นฐานของแรงงานต่างด้าวที่มีทักษะอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการชดเชยกำลังแรงงานที่หายไป แต่ก็ต้องพิจารณาถึงผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรมที่อาจตามมา

การลดลงของอัตราการเกิดเป็นปัญหาที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ และไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การวางแผนระยะยาวและการปรับเปลี่ยนนโยบายที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรที่จะเกิดขึ้น