ทีมเศรษฐกิจ สัมภาษณ์ 3 ธุรกิจที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามจริงและสงครามการค้าในเวลานี้ เพื่อให้เห็นภาพของผลกระทบต่อธุรกิจและต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจไทย ว่าแต่ละธุรกิจมีหนทางเอาตัวรอดอย่างไร และมีข้อเสนอแนะ หรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างไรจากรัฐบาล
สถานการณ์สงครามและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
อีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ สงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอล และอิหร่าน จะครบ 3 เดือน แม้มีการเจรจาและข้อตกลงหยุดยิงเป็นระยะ แต่ทั่วโลกเชื่อว่าสงครามจะยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดตาย เศรษฐกิจโลกและไทยยังเปราะบาง ราคาพลังงานพุ่งสูง การค้าขายยากขึ้น การแข่งขันด้านราคาเพิ่มขึ้น และมาตรการกีดกันทางการค้าจะเข้มข้น รัฐบาลทุกประเทศเร่งออกมาตรการบรรเทาและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ความช่วยเหลืออาจไม่เพียงพอ ธุรกิจที่เข้าใจสถานะตนเองและปรับตัวได้ก่อนจะรอดในวิกฤติ
ธุรกิจการบิน: การบินไทยปรับตัวรับต้นทุนที่สูงขึ้น
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบจากสงครามที่ยืดเยื้อ ต้นทุนน้ำมันเพิ่มจาก 30% เป็นกว่า 40% ของต้นทุนดำเนินงาน ส่งผลให้หลายสายการบินลดเที่ยวบิน ลดขนาดเครื่องบิน ยกเลิกบางเส้นทางเพื่อควบคุมต้นทุน พฤติกรรมผู้โดยสารเปลี่ยน ชะลอการจองตั๋ว ยอดจองล่วงหน้าลดลง 3-5% เส้นทางที่กระทบหนักคืออินเดียและจีน ส่วนยุโรปยังดี การบินไทยปรับราคาตั๋วให้สะท้อนต้นทุนจริง ปรับแผนการบิน ลดที่นั่งว่าง ควบรวมเที่ยวบิน และปรับขนาดเครื่องบิน โดยปรับตารางบินเดือนพฤษภาคม 46 เที่ยวบินชั่วคราว ไม่ยกเลิกเส้นทางถาวร มองว่าผู้ประกอบการต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง และการบินไทยยังมีสภาพคล่องแข็งแกร่ง คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในเดือนมิถุนายน
อุตสาหกรรมเหล็ก: รับมือกับพายุรุนแรงหลายด้าน
นายนาวา จันทนสุรคน ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหล็กไทยเผชิญศึกหลายด้าน ทั้งการทุ่มตลาดจากต่างประเทศ โดยไทยและอาเซียนกลายเป็นสนามรบของสินค้าเหล็ก มีเหล็กต่างชาติครองตลาดไทยถึง 65% ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากราคาพลังงานและวัตถุดิบ ขณะที่ความต้องการใช้ถดถอย ติดลบ 3.3% ในไตรมาสแรกปี 2569 อัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำเพียง 33% เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 75% ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลคือต้องกล้า ไม่ถอย จัดการผู้ประกอบการที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะต่างชาติที่เข้ามาหาประโยชน์ระยะสั้น ขอบคุณ 3 กระทรวงที่ดำเนินการ ได้แก่ อุตสาหกรรม พาณิชย์ และคลัง รวมถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบคู่สัญญาภาครัฐ มองว่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐยังถูกใช้ต่ำกว่าศักยภาพ ควรเน้นคุณภาพและส่งเสริมสินค้า Made in Thailand อุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังยกระดับสู่ Green Steel
SMEs เครื่องสำอาง: วิกฤติคือโอกาส
นายสุเมธ งามเจริญ ประธาน บริษัท เอ พลัส ซัพพลาย จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องสำอางแบรนด์ A BONNÉ กล่าวว่า การสู้รบเกิดขึ้นเร็ว ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกปรับขึ้น 20% วัตถุดิบนำเข้าขึ้น 20% ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น วิกฤติครั้งนี้รุนแรงและยาวนาน จึงปรับตัวด้วยแนวคิด ทำน้อย ได้มาก โดยเน้นสินค้าหลักที่ขายดี ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น พัฒนาสินค้าหลายฟังก์ชัน สินค้าที่ขายไม่ดีอาจเลิกผลิตหรือปรับปรุง ใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรด้วย Up-Skill และ Re-Skill พัฒนาสินค้าใหม่ที่คุณภาพดีและคุ้มค่าเพื่อไม่ต้องปรับราคาขึ้นมาก โดยสินค้าในประเทศปรับขึ้นไม่เกิน 10% ส่งออก 15-20% การส่งออกไปตะวันออกกลางหยุดชะงักจากค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นและประกันภัยไม่รับ ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลคือลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ สนับสนุนสินค้าไทย และช่วยให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น



