อย่าให้ “คนตกงาน” มากขึ้น
ปัญหาที่รัฐบาลต้องขบคิดคือ หลังจาก 4 เดือนผ่านไป ซึ่งแน่นอนว่าราคาน้ำมันและราคาพลังงานจะยังไม่ปรับลดลงมาอยู่ในระดับก่อนเกิดสงครามอิหร่าน ราคาอาหารสำเร็จรูป ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว และของใช้จำเป็นที่ขึ้นราคาไปแล้วสอดคล้องกับความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยในอนาคตจะปรับตัวแย่ลงอีก 3 ปัจจัยที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการ จากการสำรวจของสวนดุสิตโพล อันดับ 1 คือ การลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ราคาสินค้า 77.97% อันดับ 2 แก้ปัญหาหนี้สินประชาชน 63.78% และอันดับ 3 ปราบทุจริต บริหารงานอย่างโปร่งใส 63.08%
ซึ่งวันนี้ (19 พ.ค.) หากไม่เปลี่ยนแปลงอีก คาดว่าแผนบริหารหนี้สาธารณะปรับปรุงใหม่ และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” จะเข้าการพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อที่จะนำเงินจำนวนประมาณ 110,000 ล้านบาท จากการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ที่จะกู้งวดแรก 200,000 ล้านบาทมาพยุงการใช้จ่าย และลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน
แม้ว่าเงิน 600 บาทต่อเดือนในโครงการคนละครึ่งรูปแบบใหม่ หรือ 700 บาทที่ให้กับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะไม่สามารถทดแทนค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้ แต่ก็ถือว่าพอประคองตัวไปได้ระยะหนึ่ง
ความท้าทายระยะยาวของเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่รัฐบาลต้องขบคิดคือ หลังจาก 4 เดือนผ่านไป ซึ่งแน่นอนว่าราคาน้ำมันและราคาพลังงานจะยังไม่ปรับลดลงมาอยู่ในระดับก่อนเกิดสงครามอิหร่าน ราคาอาหารสำเร็จรูป ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว และของใช้จำเป็นที่ขึ้นราคาไปแล้ว ยากที่จะปรับลดลงมาเช่นกัน จะคงค้างเติ่งแตกต่างกับเงินเฟ้อที่ตัวเลขจะลดลงเมื่อฐานสูงขึ้นในเดือนหรือปีถัดไป
ในขณะเดียวกัน ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากจะบังคับให้ “ขึ้นค่าแรง” หรือให้คนหารายได้เพิ่มในทางอื่นๆ อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ดังนั้น ท่ามกลางต้นทุนของธุรกิจที่สูงขึ้น สิ่งที่ “มิสเตอร์พี” กังวลคือ ความทนทานของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่สายป่านไม่ได้ยาวนานมากนัก หรือจริงๆ แล้ววันนี้ แม้แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ก็ประสบความยากลำบาก หากไม่สามารถประคองสถานะไว้ได้ หลายธุรกิจอาจจะตัดสินใจ “ลดคนงาน” หรือ “ปิดกิจการ” ในระยะข้างหน้า
มาตรการที่มุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
ซึ่งรัฐบาลควรจะคิดให้ทะลุถึงประเด็นเหล่านี้ และควรมีมาตรการที่มุ่งเป้ามากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา “คนไทยตกงาน” มากขึ้น ไม่เช่นนั้น จากปัญหาเศรษฐกิจจะลุกลามไปถึงปัญหาครอบครัว และปัญหาสังคมที่ยิ่งใหญ่กว่า
การมีเงินทุนสนับสนุนให้เอสเอ็มอีกู้เพิ่มได้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่ก็ไม่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้เพิ่มมากนัก เห็นได้จากโครงการสินเชื่อผ่อนปรน 100,000 ล้านบาทของธนาคารออมสินที่ยอดขยับขึ้นช้าๆ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งคิดหามาตรการช่วยลดค่าใช้จ่าย และขยายโอกาสในการขายสินค้าให้กับกลุ่มเปราะบางให้มากขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ถูกกระทบ 2 เด้ง ทั้งต้องรับมือแข่งขันจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่สูงอยู่แล้ว แถมต้นทุนการผลิตยังเพิ่มขึ้นอีก
นอกจากนั้น ยังต้องเตรียมเงินจำนวนหนึ่งสำหรับดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้น หากไม่สามารถหยุดยั้งการ “ตกงาน” ของคนไทยได้ เพื่อให้คนงานมีโอกาสและทางเลือกที่จะพัฒนาตนเอง ปรับวิถีชีวิต หรือหางานใหม่ที่เหมาะสมได้
ขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาล และพี่น้องคนไทยฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้อีกครั้ง
มิสเตอร์พี



