สเตรทเทจีเปลี่ยนท่าที พร้อมขายบิตคอยน์เพื่อบริหารหนี้สิน
สเตรทเทจีเปลี่ยนท่าที พร้อมขายบิตคอยน์เพื่อบริหารหนี้

จากบริษัทซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลธรรมดาสู่ผู้ถือครองบิตคอยน์มากที่สุดในโลก เรื่องราวของสเตรทเทจี (ชื่อเดิม ไมโครสเตรทเทจี) คือหนึ่งในการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดขององค์กรธุรกิจในประวัติศาสตร์ธุรกิจในโลกยุคสินทรัพย์ดิจิทัล ก่อนหน้านี้ในรายการดิจิทัลฟรอนเทียส์ของไทยรัฐมันนี่ได้หยิบยกกรณีศึกษาของสเตรทเทจีขึ้นมานำเสนอในฐานะบริษัทที่กล้าท้าทายกระแสหลักด้วยการทุ่มเงินมหาศาล พร้อมสร้างกลยุทธ์ทางการเงินที่ซับซ้อนเพื่อระดมทุนไปกับการซื้อบิตคอยน์ จนเปลี่ยนโฉมจากผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ธรรมดาสู่การเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในวงการคริปโตเคอร์เรนซี หรือที่หลายคนอาจรู้จักเขาในฐานะบริษัทคลังบิตคอยน์

จาก 'ไม่เคยขาย' สู่ 'ขายเพื่ออยู่รอด' สัญญาณใหม่ของสเตรทเทจี

ขณะเผยงบการเงินไตรมาสแรกของปี 2569 ที่บริษัทขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สเตรทเทจีประกาศจุดยืนใหม่ที่มีต่อบิตคอยน์ จากแนวคิดดั้งเดิมตั้งแต่ก่อตั้งของไมเคิล เซย์เลอร์ที่ย้ำชัดว่าจะไม่ขายบิตคอยน์ เน้นสะสมมูลค่าในระยะยาว มาสู่การพิจารณาความเป็นไปได้ในการขายบิตคอยน์ ไม่ว่าจะเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในรูปเงินสดเพื่อนำไปจัดการโครงสร้างหนี้ หรือหากช่วยเพิ่มมูลค่าบิตคอยน์ต่อหุ้นในระยะยาว

พงษ์ เลอ ประธานและซีอีโอของบริษัท ระบุว่า บริษัทจะหันมาบริหารพอร์ตเชิงรุก โดยเน้นย้ำว่า 'จะขายบิตคอยน์ต่อเมื่อเป็นประโยชน์ต่อบริษัทเท่านั้น' โดยเป้าหมายของบริษัทจะยังคงคำนึงถึงการเป็นผู้สะสมสุทธิ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าหลังจากนี้คือการเพิ่มมูลค่าบิตคอยน์ต่อหุ้น เพื่อสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นในระยะยาว โดยระบุอีกว่า แนวคิดบิตคอยน์ต่อหุ้นจะเป็นตัวชี้วัดภายในที่สเตรทเทจีใช้ประเมินว่าผู้ถือหุ้นในแต่ละหุ้น 'มีสิทธิ์ในบิตคอยน์' มากแค่ไหน โดยตัวเลขนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้จากหลายปัจจัย เช่น การซื้อบิตคอยน์เพิ่ม การออกหุ้นใหม่ หรือการขายบิตคอยน์เพื่อนำไปบริหารหนี้หรือการทำบายแบ็ก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ทั้งนี้ ข้อมูลจากเอกสารงบประมาณประจำปี ระบุว่าสเตรทเทจียังคงเป็นผู้ถือครองบิตคอยน์รายใหญ่ที่สุดในกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ โดย ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2569 บริษัทถือครองบิตคอยน์อยู่ 818,334 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว 6.18 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 75,500 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 4% ของปริมาณบิตคอยน์ทั้งหมดในโลก โดยปีนี้บริษัทซื้อบิตคอยน์เพิ่มแล้วราว 63,000 เหรียญ ขณะที่ผลตอบแทนจากบิตคอยน์อยู่ที่ประมาณ 9% ตั้งแต่ต้นปี

โมเดลสะสมกลายเป็นดาบสองคม

จากคำแถลงของเลอจะเห็นว่าการที่สเตรทเทจีเปลี่ยนทิศทางมายอมขายบิตคอยน์บางส่วนเพื่อถือเงินสดหรือบริหารหนี้ในครั้งนี้ จึงไม่ได้แปลว่าความเชื่อในบิตคอยน์ลดลง แต่สะท้อนความจริงว่าโมเดลเดิมที่พึ่งพามูลค่าพรีเมียมและตลาดทุนแบบเดิมกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องบริหารความเสี่ยงมากขึ้น ก่อนหน้านี้ในปีที่แล้วสเตรทเทจีรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 ด้วยกำไรสุทธิ 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้สูงกว่าที่ตลาดคาด แต่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสก่อนหน้าที่ทำได้ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงปี 2563-2567 ตลอดช่วงขาขึ้นที่ผ่านมา ราคาบิตคอยน์อยู่ในขาขึ้นระยะยาว ทำให้โมเดลของสเตรทเทจีที่ขับเคลื่อนด้วย 'มูลค่าพรีเมียม' ระหว่างราคาหุ้นกับมูลค่าบิตคอยน์ หรือตัวชี้วัดที่บริษัทเรียกว่า mNAV ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทระดมทุนผ่านการออกหุ้นและนำเงินไปซื้อบิตคอยน์เพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมานักลงทุนยอมให้มูลค่าพรีเมียมกับสเตรทเทจีสูง เพราะเชื่อว่าบริษัทสามารถใช้หุ้นและหนี้ ระดมทุน ซื้อบิตคอยน์ สร้างการเติบโตแบบทวีคูณ

อย่างไรก็ตามในปี 2568 แรงกดดันหลักจากตลาดที่ผันผวน โดยเฉพาะการชะลอตัวของราคาบิตคอยน์ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งโครงสร้างที่แบกหนี้อยู่จำนวนมาก กำลังส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าพรีเมียม และเมื่อพรีเมียมดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือราว 1.2 เท่า จากระดับสูงเกือบ 4 เท่าในปีก่อน ความสามารถในการระดมทุนก็เริ่ม 'ตึงตัว' และวงจรการเติบโตเดิมเริ่มสะดุด ซึ่งประเด็นนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์ชี้จุดเปลี่ยนสำคัญ

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเริ่มชี้ตรงกันว่าจุดเปลี่ยนนี้ทำให้สเตรทเทจีต้องหันมาใช้เครื่องมืออื่นแทนการพึ่งตลาดทุนเพียงอย่างเดียว ไมเคิล ยังเวิร์ธจากแบงก์ออฟอเมริกามองว่าความสำเร็จของการระดมทุนผ่านหุ้นบุริมสิทธิสะท้อนว่าบริษัทยังหาฐานนักลงทุนที่เชื่อในเรื่องราวได้ แต่ก็เป็นเงินทุนที่มาพร้อมความเสี่ยงสูง ขณะที่จิม ชานอส นักลงทุนสายชอร์ตตั้งคำถามว่าโมเดลที่พึ่งพาราคาหุ้นและความเชื่อมั่นเช่นนี้ 'อาจไม่ยั่งยืน' หากตลาดไม่เอื้ออำนวย

ภายใต้บริบทนี้ การขายบิตคอยน์จึงกลายเป็นเครื่องมือใหม่ในการบริหารงบดุลของสเตรทเทจีมากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนจุดยืน เพราะถือเป็นการช่วยให้บริษัทเพิ่มสภาพคล่องในช่วงที่การระดมทุนยากขึ้น ลดแรงกดดันจากหนี้และภาระทางการเงิน และรักษาความยืดหยุ่นในการเดินกลยุทธ์ระยะยาว กล่าวอีกนัยหนึ่ง การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนว่าสเตรทเทจีอาจไม่ได้หันหลังให้สินทรัพย์ที่บริษัทเชื่อมั่นมาโดยตลอด แต่บริษัทที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตำนานของเรื่องนี้ก็จำเป็นต้องปรับตัวเชิงโครงสร้างของโมเดลธุรกิจที่ต้องบาลานซ์ระหว่างการเติบโตที่ไม่อาจหันหลังให้กับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงได้

หลังจากนี้ที่มาข้อมูล ซีเอ็นบีซี, คอยน์เดสก์