นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความสำเร็จของมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาดจนถึงระยะผลผลิตออกสู่ตลาด ซึ่งเริ่มสะท้อนผลเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเร่งผลักดันการส่งออกผลไม้ไทยไปยังตลาดโลกก่อนเข้าสู่ฤดูกาลผลิต
มาตรการเชิงรุกพลิกสถานการณ์
กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งทีมเจรจากับด่านการค้าในประเทศลาว เวียดนาม และจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ พร้อมทั้งมอบหมายให้ทูตพาณิชย์ในจีนประสานงานกับผู้นำเข้า ซึ่งส่งผลให้มียอดสั่งซื้อทุเรียนในปีนี้กว่า 1 ถึง 1.1 ล้านตัน ขณะที่ทูตพาณิชย์ในเวียดนาม ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย สามารถหาตลาดรองรับมังคุดได้กว่า 1.5 แสนตัน
นอกจากนี้ ยังมีการเร่งทำตลาดผลไม้ไทยในประเทศจีน ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง รวมถึงการขยายตลาดศักยภาพอย่างเกาหลีใต้และอินเดีย ตลอดจนตลาดสร้างภาพลักษณ์ เช่น ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ สหภาพยุโรป และเอเชียกลาง ควบคู่กับการเปิดช่องทางจำหน่ายทุเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างประเทศ ส่งผลให้การสั่งซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่งออกเดือนเมษายนพลิกฟื้น
ผลจากมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรในเดือนเมษายน 2569 ขยายตัวถึง 17.9% หลังจากที่ติดลบต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 8 เดือน โดยผลไม้สำคัญที่เติบโตในระดับสูง ได้แก่
- ทุเรียน เพิ่มขึ้น 109.5%
- เงาะ เพิ่มขึ้น 92.8%
- ลิ้นจี่ เพิ่มขึ้น 70%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการผลไม้ไทยในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตลาดในประเทศ
สำหรับตลาดภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้ผนึกกำลังกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า และภาคเอกชน จัดกิจกรรมจำหน่ายผลไม้และบุฟเฟต์ผลไม้ รวมถึงขยายช่องทางจำหน่ายผ่านตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และโครงการ “ไทยช่วยไทย” ผ่านที่ว่าการอำเภอ ไปรษณีย์ไทย และรถพุ่มพวง โดยตั้งเป้ากระตุ้นการบริโภคผลไม้ภายในประเทศไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัน เพื่อเร่งกระจายผลผลิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร
พร้อมกันนี้ ยังเตรียมจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ภายใต้แคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก
แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรเป็นรายเฟส โดยในระดับต้นน้ำ มุ่งยกระดับคุณภาพสินค้าและพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชน รวมถึงสนับสนุนโครงการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับ (Q-Chain) สำหรับทุเรียนจังหวัดจันทบุรี
ในระดับกลางน้ำ เร่งส่งเสริมการแปรรูปผลไม้และนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกิน เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและยกระดับราคา ส่วนในระดับปลายน้ำ เร่งรักษาตลาดเดิม เจาะตลาดใหม่ ขยายตลาดสินค้าแปรรูป และเพิ่มช่องทางขายผ่าน Live Commerce และแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น TikTok รวมถึงการใช้ KOL และ Influencer ช่วยสร้างการรับรู้สินค้าไทย
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรผ่านการสร้างแบรนด์ การต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์และสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงใช้กลไก Contract Farming เพื่อสร้างระบบซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งเริ่มเห็นผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายปี 2569
กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าผลักดันการส่งออกผลไม้สดไทยให้ขยายตัว 5% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.79 แสนล้านบาท และคาดว่าการส่งออกผลไม้สดและแปรรูปโดยรวมจะมีมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านบาท
สำหรับทุเรียนทั้งสดและแปรรูป คาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 1.4 แสนล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อน ขณะที่มังคุดทั้งสดและแปรรูป คาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากความต้องการในตลาดต่างประเทศยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง



