กกร.เพิ่มสินค้าควบคุม 7 รายการใหม่ พร้อมยกระดับมาตรการดูแลราคาสินค้า
คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้มีมติเพิ่มสินค้าควบคุมอีก 7 รายการใหม่ ซึ่งทำให้จำนวนสินค้าควบคุมเพิ่มขึ้นจากเดิม 59 รายการ เป็น 66 รายการ โดยคาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้
รายการสินค้าควบคุมใหม่ 7 รายการ
สินค้าควบคุมใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ได้แก่ เม็ดพลาสติก มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพงขาว น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำปลา ซีอิ๊ว และกากถั่วเหลือง โดยการเพิ่มสินค้าเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับดูแลในสถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านราคา
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า มติเพิ่มสินค้าควบคุมนี้เกิดขึ้นในการประชุมกกร. เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน โดยสินค้าทั้ง 7 รายการผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้วและถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วน
มาตรการทางกฎหมายและเหตุผลในการควบคุม
สำหรับสินค้าเม็ดพลาสติกและมะพร้าวผลอ่อน มีการควบคุมเพื่อป้องกันการผสมแทนน้ำมะพร้าวแท้ ส่วนปลากะพงขาวมีมาตรการทางกฎหมายที่ต้องแจ้งข้อมูลราคาและปริมาณ เพื่อป้องกันการนำเข้าจากมาเลเซียที่อาจส่งผลต่อตลาดภายในประเทศ
สินค้าอื่นๆ เช่น น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำปลา ซีอิ๊ว และกากถั่วเหลือง ถูกขึ้นบัญชีควบคุมไว้เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและใช้มาตรการทางกฎหมายได้หากเกิดปัญหาในอนาคต แม้ในขณะนี้ยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายบังคับใช้
การปรับปรุงมาตรการสินค้าควบคุมเดิม
กกร. ยังได้ปรับปรุงมาตรการสำหรับสินค้าควบคุมเดิม โดยเพิ่มมาตรการทางกฎหมายสำหรับสินค้าไก่ สุกร และไข่ไก่ จากเดิมที่ให้แจ้งราคาเพียงอย่างเดียว ปรับเป็นสามารถใช้มาตรา 27 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ได้หากมีความจำเป็นเร่งด่วน
นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับมาตรการสำหรับสินค้าควบคุม 8 รายการ เช่น กระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอก ผ้าอนามัย และสบู่ โดยปรับจากเดิมให้แจ้งราคา เป็นต้องขออนุญาตปรับราคาก่อนจำหน่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม
การมอบอำนาจและสินค้าอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างพิจารณา
สำหรับสินค้าน้ำตาลทราย ได้มอบอำนาจให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กำกับดูแล โดยต้องแจ้งกรมการค้าภายในก่อนปรับราคา ส่วนยารักษาโรค เวชภัณฑ์ และบริการขนส่งออนไลน์ ยังอยู่ระหว่างรอราคาฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเข้าสู่การควบคุม
มาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าและปกป้องผู้บริโภคในภาวะวิกฤต โดยเน้นการบริหารจัดการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพผ่านกลไกทางกฎหมายที่เหมาะสม



