นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พร้อมด้วยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) สภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก หรือคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงาน ครั้งที่ 2 ซึ่งมีนายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้แทนคณะทำงานของกระทรวงพลังงานเข้าร่วม ถึงข้อเสนอสำคัญในการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
ยกเลิกมติ กบง. สมมติราคาน้ำมันสูงเกินจริง
นายปานเทพกล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นการพูดคุยบนพื้นฐานข้อมูลเชิงวิชาการ เพื่อผลักดันไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยภาคประชาชนได้เสนอให้ยกเลิกมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 8/2561 ลงวันที่ 20 เมษายน 2561 ซึ่งใช้หลักเกณฑ์กำหนดราคาน้ำมันเสมือนประเทศไทยไม่มีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ และต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ทั้งหมด ส่งผลให้เกิดการบวกราคาส่วนเพิ่มหลายรายการ ทั้งค่าพรีเมียม ค่าปรับคุณภาพ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าขนส่งทางท่อ ค่าสูญเสีย และค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ซึ่งภาคประชาชนมองว่าเป็นการสมมติราคาที่สูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากประเทศไทยสามารถกลั่นน้ำมันใช้เองได้ จึงเสนอให้ยกเลิกสูตรดังกล่าว โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ และเตรียมนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณาต่อไป
ปรับสูตรคำนวณค่าการกลั่นและค่าการตลาด
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมันใหม่ โดยให้อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ หรือ Mean of Platts Singapore (MOPS) แบบเฉลี่ยย้อนหลัง 2 วัน เพื่อใช้อ้างอิงราคาตลาดภูมิภาค แต่ให้ตัดต้นทุนส่วนเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าออกทั้งหมด โดยเฉพาะค่าพรีเมียมออกจากสูตรคำนวณ ส่วนค่าการกลั่น เสนอให้คำนวณจากราคาน้ำมันดิบดูไบ และใช้ค่าการกลั่นในตลาดสิงคโปร์เป็นฐาน ก่อนหักต้นทุนเสมือนนำเข้า เพื่อสะท้อนค่าการกลั่นที่แท้จริงมากขึ้น
นายปานเทพ ระบุว่า จากการศึกษาย้อนหลัง 7 ปี พบว่า ค่าการกลั่นที่ภาครัฐเคยใช้อ้างอิงที่ประมาณ 2.50 บาทต่อลิตร สูงเกินจริง เพราะใช้ค่าเฉลี่ยย้อนหลังเพียง 5 ปี แต่หากคำนวณใหม่โดยใช้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 ปี และหักต้นทุนการนำเข้าออกทั้งหมด จะทำให้ค่าการกลั่นที่แท้จริงเหลือประมาณ 1.48 บาทต่อลิตร ขณะเดียวกัน หากใช้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี จะพบว่าค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร และเมื่อนำต้นทุนเสมือนนำเข้าออกมาหักออกอีก จะทำให้ค่าการกลั่นที่แท้จริงลดลงเพิ่มเติม โดยหากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเห็นชอบตามข้อเสนอ จะทำให้ค่าการกลั่นที่ปัจจุบันอยู่สูงกว่า 8 บาทต่อลิตร ลดลงเหลือเพียงประมาณ 1.48-1.60 บาทต่อลิตรทันที
ข้อเสนอเรื่องน้ำมันชีวภาพและการลดค่าการตลาด
สำหรับข้อเสนอเรื่องน้ำมันชีวภาพ ภาคประชาชนมองว่า ปัจจุบันผู้ที่ได้รับประโยชน์หลักกลับเป็นโรงกลั่นและผู้คัดเลือกซื้อเอทานอลหรือไบโอดีเซล มากกว่าเกษตรกร จึงเสนอว่า หากราคาเอทานอลหรือไบโอดีเซลสูงกว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปพื้นฐาน ไม่ควรนำมาผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง และไม่ควรใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุดหนุน เพราะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดและเพิ่มภาระต้นทุนให้ประชาชน
นายปานเทพ กล่าวว่า ปัจจุบันราคาเอทานอลของไทยสูงกว่าราคาน้ำมันเบนซิน และสูงกว่าราคาตลาดโลก ทั้งในบราซิลและสหรัฐอเมริกา ทำให้ผู้ใช้น้ำมันเสียเปรียบ พร้อมเสนอว่า B100 ต้องมีราคาต่ำกว่าน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และเอทานอลต้องมีราคาต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน จึงจะเหมาะสมต่อการส่งเสริม
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือ การปรับลดค่าการตลาดน้ำมัน โดยภาคประชาชนเสนอให้กลับไปใช้ระดับเดิมที่ 1.85 บาทต่อลิตร ตามมติ กบง. เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 หลังจากมีการปรับเพิ่มต่อเนื่องเป็น 2 บาทต่อลิตร และล่าสุดเพิ่มเป็น 2.45 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ภาคประชาชนมองว่า โครงสร้างค่าการตลาดปัจจุบันทำให้ผู้ค้าน้ำมันได้รับผลประโยชน์เกินสมควร จึงเสนอให้สถานีบริการน้ำมันได้รับผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 1 บาทต่อลิตร ขณะที่ผู้ค้าน้ำมันควรมีกำไรไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลิตร เพื่อให้เกิดความสมดุลในระบบพลังงาน
ยุติเก็บเงินเข้ากองทุนและเรียกผลประโยชน์ส่วนเกินคืน
ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ยุติการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปอุดหนุนเอทานอลและไบโอดีเซล รวมถึงยุติการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากผู้ใช้น้ำมันเพิ่มเติม พร้อมเสนอให้เรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินจากผู้ค้าน้ำมันที่ได้รับจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันในช่วงวันที่ 23 มีนาคม - 7 เมษายน 2569 ซึ่งประเมินว่ามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท และอาจสูงถึง 120,000 ล้านบาท รวมถึงเสนอให้เรียกคืนผลประโยชน์จากค่าการกลั่นที่เกินกว่า 2 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 1 มีนาคม - 4 พฤษภาคม 2569 ซึ่งประเมินว่ามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 76,000 ล้านบาท เพื่อนำมาชดเชยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังติดลบอยู่กว่า 63,746 ล้านบาท ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2569
นอกจากนี้ ยังเสนอให้แยกบัญชี LPG ออกจากบัญชีน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเด็ดขาด และคืนเงินที่เคยนำจากบัญชีน้ำมันไปอุดหนุนก๊าซ LPG ภายใน 90 วัน โดยเสนอให้เรียกเก็บคืนจากกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ได้รับประโยชน์จากราคาก๊าซต่ำในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงให้แยกบัญชีชดเชยตามประเภทเชื้อเพลิง ได้แก่ LPG น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซิน เพื่อป้องกันการอุดหนุนข้ามประเภท
นายปานเทพ กล่าวว่า ก่อนและระหว่างการประชุม ภาคประชาชนได้เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการตามข้อเสนอทั้งหมดทันที โดยไม่ต้องรอการประชุมครั้งถัดไปในอีก 2 สัปดาห์ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า นับตั้งแต่ยื่นข้อเสนอให้กระทรวงเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ยังไม่มีมาตรการใดเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แม้แต่การเปิดเผยข้อมูลราคา B100 หรือราคาเอทานอลก็ยังไม่มีความชัดเจน
ขีดเส้นให้รัฐมนตรีพลังงานชี้แจงภายใน 7 วัน
ทั้งนี้ ภาคประชาชนได้ขีดเส้นให้กระทรวงพลังงานและนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แสดงความจริงใจในการผลักดันข้อเสนอทั้งหมดให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 7 วัน และอย่างน้อยต้องนำเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจโดยเร็วที่สุด เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน หวังเห็นราคาน้ำมันถูกลง 7 บาท/ลิตร ซึ่งหากสามารถปรับลดค่าการกลั่นตามโครงสร้างใหม่ได้ จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงประมาณ 6.45-6.57 บาทต่อลิตรทันที และหากลดค่าการตลาดจาก 2.45 บาทต่อลิตร เหลือ 1.88 บาทต่อลิตร จะช่วยให้ราคาน้ำมันลดลงเพิ่มอีกประมาณ 57 สตางค์ต่อลิตร รวมแล้วราคาน้ำมันจะลดลงได้มากกว่า 7 บาทต่อลิตร
กระทรวงพลังงานยืนยันเร่งดำเนินการบางข้อเสนอทันที
ด้านนายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงได้กำหนดกรอบเวลาศึกษาไว้ 60 วัน โดยจะมีการประชุมทุก 2 สัปดาห์ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง เพื่อเร่งสรุปข้อเสนอและผลักดันแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งการประชุมครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เพื่อหารือเรื่อง LPG โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม นายพงศ์พล ยอมรับว่า บางข้อเสนอที่เห็นว่าเป็นประโยชน์และสามารถดำเนินการได้ทันที อาจไม่จำเป็นต้องรอครบ 60 วัน และสามารถเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณาได้ทันที โดยเฉพาะบางประเด็น เช่น เรื่อง “ตาราง B100” ที่อยู่ระหว่างดำเนินการแล้ว พร้อมย้ำว่า กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญกับการเปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพลังงาน และพร้อมผลักดันความโปร่งใสด้านข้อมูลควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะต่อไป



