รัฐบาลเผยร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ทะลุ 600,000 รายแล้ว โดยยอดสมัครใหม่ในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 สูงที่สุดนับตั้งแต่เปิดโครงการ สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
ยอดสมัครใหม่พุ่งต่อเนื่อง
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 18.00 น. ของวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 พบว่ามีร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการใหม่ในวันเดียวสูงถึง 12,840 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่เปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา
รองโฆษกฯ กล่าวว่า จากข้อมูลเปรียบเทียบตลอด 3 วันที่ผ่านมา พบว่าจำนวนร้านค้าสมัครใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยวันที่ 25 พฤษภาคม มีผู้สมัครใหม่ 12,429 ราย วันที่ 26 พฤษภาคม เพิ่มเป็น 10,244 ราย และวันที่ 27 พฤษภาคม เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 12,840 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และความต้องการเข้าถึงโอกาสทางการค้าในโครงการดังกล่าว
ร้านค้าพร้อมใช้งานทะลุ 6 แสนราย
ขณะเดียวกัน จำนวนร้านค้าที่ "ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งาน" ก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในวันที่ 27 พฤษภาคม มีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จเพิ่มขึ้นถึง 10,576 ราย สูงกว่าวันแรกของการเปิดสมัครกว่า 2 เท่า ส่งผลให้ปัจจุบันมีร้านค้าในโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลและพร้อมใช้งานแล้วรวมทั้งสิ้น 605,812 ราย
นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน
"ตัวเลขการสมัครที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสะท้อนว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากเห็นถึงโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าและการกระตุ้นยอดขายผ่านโครงการของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะเร่งอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบและอนุมัติร้านค้า เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการและเริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วที่สุด" รองโฆษกฯ กล่าว
โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับการตอบรับดี
โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเปิดโอกาสให้ร้านค้าทั่วประเทศสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ซึ่งการตอบรับที่เกินคาดนี้สะท้อนถึงความต้องการของผู้ประกอบการที่ต้องการฟื้นฟูรายได้หลังจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผ่านมา



