สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทย 6 รายการ หวังลดการขาดดุลการค้า
สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทย 6 รายการ ลดขาดดุลการค้า (08.04.2026)

สหรัฐอเมริกาได้ประกาศมาตรการทางการค้าใหม่ โดยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยจำนวน 6 รายการ ซึ่งรวมถึงยางรถยนต์และอาหารทะเลแช่แข็ง มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดการขาดดุลการค้าที่สหรัฐฯ มีกับไทย ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

รายละเอียดสินค้าที่ถูกขึ้นภาษี

สินค้าทั้ง 6 รายการที่ถูกปรับขึ้นภาษีนำเข้า ได้แก่ ยางรถยนต์ อาหารทะเลแช่แข็ง เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท เฟอร์นิเจอร์ไม้ สิ่งทอ และผลิตภัณฑ์พลาสติก ภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 5-10% เป็น 15-25% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

การขึ้นภาษีนำเข้าครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมยางและอาหารทะเล ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ มูลค่าการส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบมีประมาณ 2,000-3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 0.5-1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นายสมชาย ใจดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทางกระทรวงกำลังเตรียมการเจรจากับฝ่ายสหรัฐอเมริกาเพื่อขอให้ทบทวนมาตรการดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือทางการค้าที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างสองประเทศ

การตอบสนองจากภาคธุรกิจ

ผู้ส่งออกไทยหลายรายแสดงความกังวลเกี่ยวกับมาตรการนี้ โดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก บางบริษัทกำลังพิจารณาปรับกลยุทธ์การตลาดหรือหาตลาดใหม่เพื่อลดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจแนะนำให้ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนการผลิต

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาที่มุ่งลดการขาดดุลการค้ากับหลายประเทศ รวมถึงไทย ซึ่งสหรัฐฯ มีการขาดดุลการค้ากับไทยประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา การขึ้นภาษีนำเข้าครั้งนี้คาดว่าจะช่วยลดการขาดดุลดังกล่าวลงได้บางส่วน แต่ก็อาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศได้

ในระยะยาว ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวโดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ เช่น ยุโรปและเอเชีย เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มจะมีความไม่แน่นอนมากขึ้นในอนาคต