“พิพัฒน์” ชี้ “ดีเซล 50 บาท” เป็นไปได้ตามกลไกตลาด ยันไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง
“พิพัฒน์” ชี้ “ดีเซล 50 บาท” เป็นไปได้ ยันไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง (27.03.2026)

“พิพัฒน์” ชี้ “ดีเซล 50 บาท” เป็นไปได้ตามกลไกตลาด ยันไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับวิกฤตพลังงานในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ วันที่ 27 มีนาคม 2569 โดยชี้แจงกรณีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทกลางดึก และความเป็นไปได้ที่ราคาดีเซลอาจเพิ่มขึ้นถึง 50 บาท

เหตุผลการปรับราคาน้ำมันกลางดึกและความเสี่ยงจากต่างประเทศ

นายพิพัฒน์อธิบายว่าการปรับราคาครั้งนี้เป็นผลจากการหารือกับคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) โดยอ้างอิงราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดหลักในเอเชีย เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ ต้องใช้กลไกตลาดเป็นหลัก เขายังเปรียบเทียบราคากับมาเลเซีย ซึ่งปรับขึ้นในช่วงกลางดึก ทำให้ช่องว่างราคาห่างกันมาก หากไทยไม่ปรับตาม อาจเกิดปัญหารถขนส่งชายแดนมาเติมน้ำมันในไทยเพราะราคาถูกกว่า และเสี่ยงต่อการลักลอบเติมน้ำมัน

เดิมทีมีการประชุมว่าจะขึ้นราคา 3 บาท แต่เมื่อราคามาเลเซียขยับเป็น 7 บาท จึงต้องปรับตามเพื่อลดช่องว่าง นายพิพัฒน์ยืนยันว่าไม่มีใครทราบล่วงหน้า และอำนาจตัดสินใจอยู่ที่ กบน. โดยหากไม่ปรับขึ้นราคา อาจเกิดความโกลาหลจากประชาชนแห่เติมน้ำมันจนปั๊มแออัดและขาดแคลน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความเป็นไปได้ของราคาดีเซล 50 บาทและมาตรการเยียวยา

เมื่อถามถึงโอกาสที่ราคาดีเซลจะขึ้นถึง 50 บาท นายพิพัฒน์กล่าวว่า “มีความเป็นไปได้ เรื่องของพลังงานเป็นไปตามกลไกตลาด โอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวันตราบใดที่ยังมีวิกฤตสงครามอยู่” พร้อมฝากให้ประชาชนติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

สำหรับมาตรการเยียวยา รัฐบาลได้ส่งโจทย์ให้สมาคมโรงกลั่นหารือวิธีช่วยเหลือด้านราคา และมีมติขอลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาท แต่ต้องรอการอนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน ซึ่งต้องใช้เวลา นายพิพัฒน์ยืนยันว่ารถร่วม บขส. จะไม่ปรับขึ้นราคาช่วงสงกรานต์ โดยรัฐจะจ่ายค่าส่วนต่าง ส่วนการขนส่งอื่นๆ เช่น รถสาธารณะและไรเดอร์ กำลังหารือมาตรการอยู่

การตอบโต้ข้อวิจารณ์และมาตรการป้องกันการกักตุน

นายพิพัฒน์ชี้แจงข้อวิจารณ์เกี่ยวกับส่วนได้ส่วนเสีย โดยระบุว่าเคยเป็นผู้บริหารปั๊มน้ำมั�� PT แต่ลาออกมาหลายปีแล้ว และปัจจุบันน้องชายเป็นผู้บริหารแทน “ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝง เพียงแต่เป็นผู้ถือหุ้นเท่านั้น ไม่มีอำนาจในการชี้นำกระทรวงพลังงาน” พร้อมท้ารอดูผลประกอบการไตรมาสแรกเพื่อพิสูจน์

ด้านมาตรการป้องกันการกักตุนน้ำมัน รัฐบาลได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบปั๊มน้ำมัน และให้รถบรรทุกน้ำมันติดตั้ง GPS เพื่อรายงานต้นทาง-ปลายทาง โดยมาตรการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคมเป็นต้นไป นายพิพัฒน์ยอมรับว่าก่อนหน้านี้อาจมีการกักตุนได้ แต่ยืนยันว่ากระทรวงมหาดไทยตรวจสอบแล้ว และจะให้บริษัทผู้ค้าช่วยแจ้งข้อมูลเพิ่มเติม

สำหรับช่วงสงกรานต์ ได้หารือกับบริษัทผู้ค้าให้ใช้โมบายแทงค์สำรองน้ำมันตามแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งทำเป็นประจำทุกปี ส่วนปัญหาน้ำมันหายในช่วงวิกฤต เกิดจากพฤติกรรมประชาชนที่เปลี่ยนไปเติมน้ำมันเต็มถังมากขึ้น ส่งผลให้ปั๊มขาดแคลน

ความเป็นไปได้ของการประกาศราคากลางดึกอีกครั้ง

นายพิพัฒน์เผยว่าอาจมีการประกาศราคาน้ำมันกลางดึกอีกในอนาคต เนื่องจากตลาดสิงคโปร์ปิดตอนหนึ่งทุ่ม หลังเวลาดังกล่าวราคาจะนิ่งและนำไปคำนวณได้ ขณะนี้กำลังหารือเพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น ด้านงบอุดหนุนกองทุนน้ำมัน ตั้งต้นไว้ที่ 12,000 ล้านบาท แต่ต้องเผื่อระยะไว้ด้วย

สรุปแล้ว นายพิพัฒน์เน้นย้ำว่าการปรับราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาดและจำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาข้ามชายแดน พร้อมยืนยันความโปร่งใสและไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ประชาชนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในภาวะวิกฤตพลังงานนี้