สงครามตะวันออกกลางกระทบหนัก ยอดผลิตรถยนต์ไทยต่ำสุดรอบ 5 ปี
สงครามตะวันออกกลางกระทบหนัก ยอดผลิตรถยนต์ไทยต่ำสุดรอบ 5 ปี

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์มีความกังวลว่ายอดส่งออกรถยนต์อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 950,000 คัน หากสงครามตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและขยายวงกว้างจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าของไทย

ยอดผลิตรถยนต์เดือนเมษายน 2569 ลดลง

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส.อ.ท. ได้ตั้งเป้าหมายของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2569 ไว้ที่ยอดผลิตรถยนต์รวม 1.5 ล้านคัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 950,000 คัน และการผลิตเพื่อขายในประเทศ 550,000 คัน สำหรับจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนเมษายน 2569 มีทั้งสิ้น 103,794 คัน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ร้อยละ 22.20 และลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 0.44 โดยลดลงจากการผลิตเพื่อขายในประเทศที่ลดลงร้อยละ 1.70 เนื่องจากผลิตรถยนต์นั่งทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้ารวมกันลดลงร้อยละ 16.77 จากเมษายนปีที่แล้ว

ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม การผลิตรถกระบะเพื่อส่งออกที่ลดลงในตลาดตะวันออกกลางจากสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจส่งผลให้การผลิตเพื่อส่งออกไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อไปนานมากกว่าสามเดือน จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม - เมษายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 473,545 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - เมษายน 2568 ร้อยละ 4

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ยอดขายในประเทศเดือนเมษายน 2569

ส่วนยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนเมษายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,394 คัน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ร้อยละ 19.16 และเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 2.54 โดยเพิ่มขึ้นจากการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าที่จองมากกว่าครึ่งของยอดจองรวมในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์เมื่อปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นมากจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมทั้งการออกรถรุ่นใหม่และการเริ่มผลิตรถบรรทุกของบริษัทหนึ่งที่ย้ายโรงงาน

รถกระบะยังคงขายลดลงร้อยละ 9.7 จากเดือนเดียวกันปีที่แล้วเพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจและดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ การลงทุนและการจ้างงานยังน่ากังวล ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า

ปัจจัยบวกและลบในอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตามจากการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไตรมาส 1 ของปี 2569 ที่ 2.8% และการลงทุนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอนุมัติโครงการต่าง ๆ ไปอาจช่วยสร้างงานสร้างเศรษฐกิจของประเทศเติบโตในอัตราสูงขึ้นหากได้ลงทุนในปีนี้ รวมทั้งการกู้เงินสี่แสนล้านบาทของรัฐบาลที่จะลดการนำเข้าพลังงานและเพิ่มการลงทุนที่จะเพิ่มการจ้างงานในประเทศไทยด้วย

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า "ปัจจัยลบที่น่ากังวลมากคือ การขอปรับราคาขึ้นของชิ้นส่วนต่างๆ โดยอ้างสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งจะซ้ำเติมต่อยอดขายและยอดผลิตรถยนต์ให้ลดลงด้วย จึงใคร่ขอให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์ไว้ในภาวะที่กำลังซื้อยังอ่อนแอไประยะหนึ่ง" โดยรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 33,654 คัน เท่ากับร้อยละ 69.54 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 9.07

ตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน 2569 รถยนต์มียอดขาย 230,477 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 15.02 แยกเป็นรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 157,099 คันเท่ากับร้อยละ 68.16 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 23.91

ยอดส่งออกเดือนเมษายน 2569

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า เดือนเมษายน 2569 ส่งออกได้ 60,190 คัน ลดลงจากเดือนที่แล้วร้อยละ 25.13 และลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 8.43 โดยลดลงจากการส่งออกรถยนต์ไปตลาดตะวันออกกลาง 993 คัน ลดลงถึง 11,053 คันหรือร้อยละ 91.76 จากเมษายน 2568 จากสงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และลดลงในตลาดยุโรป อเมริกากลางและอเมริกาใต้ แต่ส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้นในตลาดเอเชีย ออสเตรเลียและโอเชียเนีย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดสูงที่ร้อยละ 26.36 และ 31.23 ตามลำดับ รวมทั้งส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดแอฟริกา และอเมริกาเหนือ จึงช่วยให้การส่งออกรถยนต์ลดลงไม่มาก

เดือนเมษายน 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่น ๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 67,905.94 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 5.60 รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม – เมษายน 2569 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 267,903.26 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – เมษายน 2568 ร้อยละ 6.16