ส่อง 5 สินค้าส่งออกไทยเสี่ยงรับแรงกระแทกจากสงครามอิหร่านและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
5 สินค้าส่งออกไทยเสี่ยงจากสงครามอิหร่านและความขัดแย้ง (16.03.2026)

ส่อง 5 สินค้าส่งออกไทยเสี่ยงรับแรงกระแทกจากสงครามอิหร่านและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่านกำลังสั่นคลอนเส้นทางการค้าสำคัญของโลกอย่างรุนแรง การขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซียเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้สินค้าส่งออกหลักของไทยเสี่ยงได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้นและการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ

มูลค่าการส่งออกไทยไปตะวันออกกลางและกลุ่มสินค้าที่เสี่ยงสูง

ในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าไปยังตลาดตะวันออกกลางรวมมูลค่ากว่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.67% ของมูลค่าการส่งออกรวมของประเทศ แม้สัดส่วนจะไม่สูงมาก แต่ภูมิภาคนี้มีความสำคัญต่อสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือผ่านอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจบานปลาย

5 กลุ่มสินค้าไทยที่มีมูลค่าสูงและเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด อ้างอิงจากมูลค่าการส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางในปี 2568 ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่าการส่งออก 139,820.04 ล้านบาท
  2. เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มูลค่า 43,826.79 ล้านบาท
  3. อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่า 36,552.11 ล้านบาท
  4. ข้าว มูลค่า 20,005.10 ล้านบาท
  5. ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ มูลค่า 19,540.31 ล้านบาท

สินค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่พึ่งพาการขนส่งทางทะเลไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของต้นทุนโลจิสติกส์ หากสถานการณ์ความขัดแย้งยกระดับขึ้น ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยทางทะเลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทันที ขณะที่การเดินเรืออาจต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยหรือหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีความเสี่ยง ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้นและต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จุดเสี่ยงสำคัญ: ช่องแคบฮอร์มุซและผลกระทบต่อการขนส่ง

หนึ่งในจุดเสี่ยงสำคัญคือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของการค้าพลังงานโลก โดยน้ำมันมากกว่า 20% ของปริมาณการค้าน้ำมันโลกลำเลียงผ่านเส้นทางนี้ทุกวัน รวมถึงเป็นเส้นทางสำคัญในการส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ หากความขัดแย้งบานปลายจนไม่อาจเดินเรือได้เป็นเวลานาน หรือในกรณีรุนแรงถึงขั้นอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ การส่งออกน้ำมันจากประเทศผู้ผลิตสำคัญอย่างซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะได้รับผลกระทบทันที ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงและกระทบต้นทุนขนส่งทั่วโลก รวมถึงกระทบความมั่นคงทางอาหารโลกด้วย

ขณะที่การขนส่งทางอากาศก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยสนามบินดูไบถือเป็นศูนย์กลางสำคัญในการกระจายสินค้าไทย โดยเฉพาะอาหารสดและสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว หากเกิดการปิดน่านฟ้าหรือเที่ยวบินล่าช้าจากสถานการณ์โจมตี สินค้าจากไทยที่มุ่งหน้าไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงสินค้าที่ใช้ดูไบเป็นจุดต่อไปยังยุโรปและแอฟริกา อาจเผชิญความล่าช้า สายการบินจำเป็นต้องปรับเส้นทางบินหรือแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดย่อมสะท้อนกลับมายังต้นทุนและราคาสินค้าไทยในตลาดปลายทาง

ผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและเศรษฐกิจไทย

ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการขนส่งเท่านั้น แต่อาจสะเทือนต้นทุนการผลิตของไทยด้วย เนื่องจากความผันผวนของราคาน้ำมันอาจทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบปิโตรเคมี เช่น พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ก็มีความเสี่ยงเผชิญต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวนตามไปด้วย

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาจทำให้คำสั่งซื้อจากประเทศในกลุ่ม GCC ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน ชะลอตัวลง ซึ่งจะกระทบต่อสินค้าไทยที่พึ่งพาตลาดดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ศักยภาพของตลาดตะวันออกกลางและความสำคัญต่อไทย

อย่างไรก็ตาม ตลาดตะวันออกกลางยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับไทย เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่เพาะปลูก ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง บางประเทศต้องนำเข้าสินค้าอาหารมากกว่า 70% ของความต้องการภายในประเทศ

แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้า แต่ตลาดดังกล่าวก็ยังคงมีความสำคัญต่อโครงสร้างการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังมีความต้องการสูงในภูมิภาคนี้ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและวางแผนรับมือจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ส่งออกไทย