เวียดนามเตรียมปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ 5-10% เริ่ม 1 ก.ค. 2568
รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศมาตรการสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเตรียมปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศในอัตรา 5-10% ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 นี้ การตัดสินใจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปกป้องและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ รวมถึงช่วยลดปัญหาการขาดดุลการค้าที่เวียดนามกำลังเผชิญอยู่
รายละเอียดการปรับอัตราภาษี
ตามข้อมูลจากกระทรวงการคลังเวียดนาม การปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับหลัก ดังนี้
- รถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี จะถูกปรับเพิ่มภาษีนำเข้าในอัตรา 5% จากเดิม
- รถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 1,500 ซีซี จะถูกปรับเพิ่มภาษีนำเข้าในอัตรา 10% จากเดิม
นโยบายนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อรถยนต์นำเข้าจากหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่สู่ตลาดเวียดนามในปัจจุบัน
วัตถุประสงค์และผลกระทบที่คาดการณ์
รัฐบาลเวียดนามให้เหตุผลว่าการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ครั้งนี้มีเป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่
- ปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดภายใน
- ลดการขาดดุลการค้า เนื่องจากเวียดนามมีมูลค่าการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศสูงอย่างต่อเนื่อง
- ส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ โดยกระตุ้นให้บริษัทต่างชาติพิจารณาตั้งโรงงานผลิตในเวียดนามมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเตือนว่ามาตรการนี้อาจส่งผลให้ราคารถยนต์ในตลาดเวียดนามเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และอาจชะลอการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะสั้น
ปฏิกิริยาจากภาคส่วนต่างๆ
การประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของเวียดนามได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากหลายฝ่าย
- ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศ เช่น VinFast แสดงความยินดีกับนโยบายนี้ โดยมองว่าเป็นโอกาสในการขยายส่วนแบ่งการตลาด
- ผู้นำเข้ารถยนต์ต่างประเทศ กังวลเกี่ยวกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบต่อยอดขาย
- ผู้บริโภค หลายคนแสดงความกังวลว่าต้องจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับรถยนต์นำเข้า
นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนที่เห็นว่ามาตรการปกป้องทางการค้าอาจขัดกับแนวโน้มการเปิดเสรีทางการค้าในภูมิภาคอาเซียน
มาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของเวียดนามนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่รัฐบาลพยายามปรับสมดุลระหว่างการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศกับการเปิดตลาดสู่สากล ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดหลังการบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม 2568



