สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างประจำเดือนเมษายน 2569 พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบ 44 เดือน โดยมีปัจจัยหลักจากราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนโลจิสติกส์และห่วงโซ่การผลิตของสินค้าวัสดุก่อสร้างอย่างกว้างขวาง
ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนเมษายน 2569
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 112.4 ซึ่งเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2568 สูงขึ้นร้อยละ 5.9 นับเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 44 เดือน โดยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันและพลังงานต่าง ๆ สูงขึ้น ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่การผลิตและโลจิสติกส์ของสินค้าวัสดุก่อสร้าง ส่งผลให้ดัชนีราคาสูงขึ้นเกือบทุกหมวด
การปรับตัวของราคาในแต่ละหมวด
- หมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ สูงขึ้นร้อยละ 1.0 จากการสูงขึ้นของไม้แบบ ไม้โครงคร่าว บานประตู และบานหน้าต่าง เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน
- หมวดซีเมนต์ สูงขึ้นร้อยละ 2.8 จากการสูงขึ้นของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนซีเมนต์สำเร็จรูป เนื่องจากต้นทุนราคาพลังงานปรับสูงขึ้น (ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ) เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง
- หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต สูงขึ้นร้อยละ 5.6 จากการสูงขึ้นของพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปอัดแรง คานคอนกรีตสำเร็จรูป และคอนกรีตผสมเสร็จ เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (ซีเมนต์ หิน ทราย) และต้นทุนค่าขนส่งปรับสูงขึ้น
- หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก สูงขึ้นร้อยละ 6.2 จากการสูงขึ้นของเหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อย เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ ท่อเหล็กดำ และชีทไพล์เหล็ก เนื่องจากราคาวัตถุดิบและพลังงาน (บิลเล็ต เศษเหล็ก ถ่านหิน) มีต้นทุนค่าขนส่งและค่าระวางเรือสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- หมวดกระเบื้อง สูงขึ้นร้อยละ 1.3 จากการสูงขึ้นของกระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา แผ่นหลังคาโปร่งแสง และกระเบื้องเคลือบปูพื้น เนื่องจากราคาพลังงาน (ก๊าซธรรมชาติ) และวัตถุดิบ (สารเคลือบ แร่ซิลิกา) ปรับสูงขึ้น
แนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนพฤษภาคม 2569
ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างในเดือนพฤษภาคม 2569 ยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุชและการตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาที่ปิดล้อมทางทะเลเพื่อกดดันอิหร่าน แม้ว่าจะมีความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ จึงเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งของสินค้าวัสดุก่อสร้างหลายชนิดปรับราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องใช้ความร้อนสูงในกระบวนการผลิต เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง สุขภัณฑ์ และสินค้าที่มีผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบ เช่น ท่อพีวีซี (เม็ดพลาสติก) สีทาอาคาร และน้ำยากันซึม (สารทำละลาย) รวมถึงยางมะตอย (จากการกลั่นน้ำมันดิบ) ซึ่งมีต้นทุนสูงขึ้น
ผลกระทบต่อภาคก่อสร้าง
หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ ราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานสินค้าวัสดุก่อสร้าง แรงกดดันด้านต้นทุนดังกล่าวจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อผู้รับเหมาและนักลงทุนที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการชะลอหรือเลื่อนโครงการก่อสร้างออกไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคการก่อสร้างโดยรวม ทั้งนี้ จะต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด



