ธปท. ชี้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่เร่งเงินเฟ้อ-ไม่กระทบค่าเงิน
ธปท. ชี้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่เร่งเงินเฟ้อ

นายดอน นาครทรรค ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงมุมมองต่อการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาล ว่า เม็ดเงินดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 2% ของ GDP แม้จะเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง แต่จากการประเมินเบื้องต้นพบว่าผลกระทบจะไปหนักที่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากกว่าการเร่งตัวของเงินเฟ้อ

ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและค่าเงิน

ในด้านเงินเฟ้อ ธปท. มองว่า การกู้เงินครั้งนี้จะไม่มีนัยสำคัญที่น่ากังวล โดยคาดการณ์ว่าหากมีโครงการ 'คนละครึ่ง พลัส' และการเพิ่มสวัสดิการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ต่อปีเท่านั้น จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ทั้งปีที่ 2.9% จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งสอดคล้องกับสถิติเมื่อ 6 ปีก่อน ที่มีการทำโครงการในลักษณะเดียวกันที่เงินเฟ้อไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากและจะค่อยๆ ทยอยลดลงในปีถัดไป

สำหรับผลต่อค่าเงินบาท นายดอน ระบุว่า ข่าวกู้เงินไม่ได้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทิศทางบาทอ่อนค่าเป็นผลจากปัจจัยอื่นอยู่ก่อนแล้ว ปัจจุบันยังคงเห็นกระแสเงินทุนไหลเข้า ทั้งในตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่วนหนึ่งมาจากการที่มูดี้ส์ (Moody’s) ปรับเครดิตเรตติ้งไทยขึ้นจากความทนทานของเศรษฐกิจและเสถียรภาพของรัฐบาล นอกจากนี้ ไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งประมาณ 10 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกินครึ่งของ GDP ไทย ถือว่าเพียงพอและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

หากมีการเบิกจ่ายวงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินโอนเพื่อการเยียวยา 200,000 ล้านบาท และอีก 200,000 ล้านบาทเป็นการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จะช่วยกระตุ้น GDP ในปีนี้ให้โตเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.6% ซึ่งจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวที่ 2.1% จากเดิมที่คาดไว้เพียง 1.5% อย่างไรก็ตาม ในปีถัดไปเมื่อมาตรการกระตุ้นจบลง คาดว่า GDP จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.6% จากฐานที่สูงในปีนี้

นายดอน ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การกระตุ้นผ่านการบริโภคในลักษณะเงินโอนนั้นเป็นการใช้แล้วหมดไป แต่สิ่งที่ ธปท. สนับสนุนและมองว่ามาถูกทางคือการนำเงินอีก 200,000 ล้านบาทไปใช้ในการลงทุนปรับโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนในแง่ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว มากกว่าแค่การอุดหนุนชั่วคราว โดยรัฐบาลควรใช้เม็ดเงินส่วนนี้สร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเกิดการปรับตัวและพัฒนา

ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ

ธปท. ยอมรับว่ามีความกังวลเรื่องพื้นที่ทางนโยบายในการรับมือวิกฤตในอนาคต หากมีการกู้เงินเพิ่มอีก 2% ของ GDP จะส่งผลให้หนี้สาธารณะขยับจาก 66% ขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 68% แม้จะยังไม่เกินเพดานในปัจจุบัน แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะชนเพดานหนี้สาธารณะภายในปี 2571 ดังนั้นจึงมีความเห็นตรงกันว่า การใช้เงินกู้ก้อนสุดท้ายนี้ต้องเป็นไปอย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพเศรษฐกิจไม่ให้ตกลงไปมากกว่านี้ พร้อมฝากคำเตือนถึงภาคธุรกิจและประชาชนว่า ในช่วง 1 ปีหลังจากนี้สถานการณ์ยังมีความเสี่ยง จึงควรระมัดระวังการใช้จ่าย ไม่ก่อหนี้จนเกินตัว พยายามรักษาสภาพคล่อง และรักษาหน้าที่การงานให้มั่นคง

นโยบายดอกเบี้ย

สำหรับการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยที่ผ่านมา นายดอนระบุว่า มติ กนง. 6:0 ให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% นั้น เนื่องจากมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ประชาชนเผชิญวิกฤตพลังงานจะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันหากลดดอกเบี้ยในช่วงที่เงินเฟ้อมีความเสี่ยงสูงก็จะยิ่งเร่งความร้อนแรงของราคาสินค้า ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับธนาคารกลางทั่วโลก ส่วนตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเมษายนที่ 2.9% ถือว่าต่ำกว่าที่ ธปท. คาดการณ์ไว้ เดิมคาดเกิน 3% เนื่องจากราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลงชั่วคราว แต่คาดว่าหลังจากนี้เงินเฟ้อจะทะลุ 3% แน่นอนตามราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น โดยมองว่าเป็นภาวะชั่วคราว และจะเริ่มเห็นการปรับลดลงในปี 2570 ตามแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่คาดว่าจะเริ่มคลี่คลายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้ราคาพลังงานอาจจะยังทรงตัวสูงอยู่ในช่วงแรกเนื่องจากโครงสร้างการผลิตที่ถูกทำลายไปก็ตาม