ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน ปัญหา "ผ่อนรถไม่ไหว" เป็นสิ่งที่หลายคนกำลังเผชิญ การรู้วิธีรับมือที่ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยรักษาเครดิตและลดความเสียหายได้มหาศาล "ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์" จะพาทุกคนไปเจาะลึกวิธีการแก้ปัญหา และหาทางออกที่ดีที่สุด
1. รีบติดต่อไฟแนนซ์เพื่อเจรจาปรับโครงสร้างหนี้
อย่ารอให้ค้างค่างวดจนถูกทวงถาม หากรู้ตัวว่าเริ่มไม่ไหว ให้รีบโทรหาบริษัทไฟแนนซ์ทันทีเพื่ออธิบายสถานการณ์ ทางไฟแนนซ์มักจะมีทางออกให้ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องเตรียมข้อมูลผลที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่าย เพื่อประกอบหลักฐานให้กับไฟแนนซ์ โดยส่วนใหญ่ไฟแนนซ์จะเสนอทางเลือกให้ดังนี้
- ขอยืดระยะเวลาผ่อน: ทำให้ค่างวดต่อเดือนลดลง แต่อาจต้องแลกกับดอกเบี้ยรวมที่เพิ่มขึ้น
- ขอพักชำระหนี้ชั่วคราว: สถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์บางแห่งจะมีนโยบายพักชำระเงินต้น จ่ายแค่ดอกเบี้ย หรือพักค่างวดชั่วคราวตามเงื่อนไข
- ขอลดอัตราดอกเบี้ย: อาจทำได้ในบางกรณีตามนโยบายของรัฐหรือบริษัท
การขยายระยะการผ่อนออกไปจะส่งผลให้ภาระจำนวนดอกเบี้ยมีจำนวนสูงมากขึ้นด้วย ส่วนค่างวดจะปรับลดลงได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับมูลค่าหลักประกันและความสามารถในการผ่อนของลูกหนี้เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ควรรีบดำเนินการก่อนที่จะเริ่มค้างชำระ เพื่อรักษาประวัติเครดิตของตนเองที่จะปรากฏอยู่ในข้อมูลของบริษัทและข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือที่เรียกว่าเครดิตบูโร เพราะการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะกลายเป็น NPL ยังได้รับการยกเว้นไม่ต้องรายงานการปรับโครงสร้างหนี้ไปยังบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ
2. ขายดาวน์ หรือขายเปลี่ยนสัญญา
หากประเมินแล้วว่าผ่อนระยะยาวไม่ไหวแน่นอน การขายรถให้คนอื่นไปผ่อนต่อคือทางออกที่ดีที่สุด
- หาคนมาซื้อดาวน์ หรือยกให้ฟรีไปผ่อนต่อ: พาผู้ซื้อคนใหม่ไปทำเรื่องเปลี่ยนสัญญาที่ไฟแนนซ์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ข้อดีของการหาคนมาซื้อดาว หรือเรียกแบบทางการว่าการโอนสัญญาเช่าซื้อ คือ ไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำซ้อน เนื่องจากค่างวดเดิมมีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่แล้ว แน่นอนว่าดีกว่าการปิดบัญชีเดิมและไปกู้ใหม่ เพราะจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตอนปิดบัญชีหนึ่งครั้ง และเมื่อกู้ใหม่ก็จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นการรักษาประวัติเครดิตของผู้กู้ได้อีกทางหนึ่ง
ข้อควรระวังอย่างยิ่ง: ห้ามโอนลอย ห้ามขายดาวน์โดยไม่เปลี่ยนสัญญา หรือเอารถไปให้คนอื่นขับเฉยๆ เด็ดขาด เพราะหากเขาเอารถหนี คุณจะยังเป็นหนี้ไฟแนนซ์อยู่ และอาจโดนคดีอาญาข้อหา "ยักยอกทรัพย์"
3. นำรถไปรีไฟแนนซ์ (Refinance)
หากผ่อนรถมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งมักจะเกิน 50% ของยอดหนี้ อาจลองพิจารณาการรีไฟแนนซ์ เพื่อประเมินราคารถใหม่และจัดสินเชื่อใหม่ ซึ่งอาจช่วยให้ค่างวดต่อเดือนลดลงได้ แต่ต้องคำนวณให้ดีว่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมคุ้มค่าหรือไม่
4. เจรจาขอคืนรถ
หากทำทุกวิถีทางแล้วไม่สำเร็จ การคืนรถเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่ต้องเข้าใจว่าการคืนรถไม่ได้หมายความว่าหนี้จบเสมอไป เมื่อไฟแนนซ์นำรถไปประมูลขายทอดตลาด มักจะได้ราคาต่ำกว่ายอดหนี้ที่คุณค้างอยู่ ส่วนต่างที่ขาดไป (ค่าขาดราคา) ไฟแนนซ์จะกลับมาทวงถามฟ้องร้องจากเราอยู่ดี ดังนั้น ควรเจรจาเรื่องการคืนรถและส่วนต่างให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ
การส่งมอบรถคืนไฟแนนซ์ ถือเป็นการแสดงให้เห็นว่าลูกหนี้มีความตั้งใจในการร่วมแก้ไขปัญหาหนี้ ซึ่งลูกหนี้อาจใช้ในการเจรจาเพื่อขอความเห็นใจในการขอผ่อนชำระค่าเสียหายที่ลดลง หรือขอส่วนลดให้มากขึ้นเพื่อบรรเทาภาระหนี้
ผ่อนรถไม่ไหว คืนรถ ติดเครดิตบูโรไหม
หากคุณหยุดผ่อนหรือค้างชำระค่างวดรถเกินกำหนด ประวัติการค้างชำระนี้จะถูกส่งไปบันทึกที่ "เครดิตบูโร" หรือบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ค้างค่างวด 1-2 งวด: ประวัติในเครดิตบูโรจะเริ่มแสดงสถานะว่า "ล่าช้ากว่ากำหนด" สถาบันการเงินอื่นจะเริ่มเห็นแล้วว่าคุณมีปัญหาการหมุนเงิน
- ค้างเกิน 3 งวด หรือค้างค่างวด 90 วันขึ้นไป: สถานะบัญชีจะเปลี่ยนเป็นหนี้เสีย หรือ NPL หรือที่คนทั่วไปเรียกกันติดปากว่าติดบูโร/ติดแบล็คลิสต์ ซึ่งจะทำให้คุณหมดสิทธิ์ในการขอสินเชื่อ ทำบัตรเครดิต หรือกู้ซื้อบ้าน/รถ กับสถาบันการเงินในระบบแทบจะ 100%
กรณีปล่อยให้ไฟแนนซ์ยึดรถ หรือคืนรถเอง:
- ประวัติเสียขั้นสุด: สถานะในเครดิตบูโรจะโชว์ชัดเจนว่าบัญชีนี้มีการยึดทรัพย์ หรือค้างชำระจนเป็นหนี้เสีย
- หนี้ส่วนต่าง: เมื่อไฟแนนซ์เอารถไปขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอกับยอดหนี้ที่คุณค้างอยู่ (ค่าขาดราคา) หากไม่ยอมจ่ายส่วนต่างนี้ สถานะหนี้เสียก็จะถูกบันทึกค้างอยู่ในระบบเครดิตบูโรต่อไปเรื่อยๆ



