พาณิชย์เร่งทำข้อมูลแก้ต่าง สหรัฐฯใช้มาตรา 301 ขึ้นภาษีนำเข้า หวั่นกระทบสินค้าไทย
พาณิชย์เร่งแก้ต่าง สหรัฐฯใช้ม.301 ขึ้นภาษีนำเข้า (24.03.2026)

พาณิชย์เร่งทำข้อมูลแก้ต่าง สหรัฐฯใช้มาตรา 301 ขึ้นภาษีนำเข้า หวั่นกระทบสินค้าไทย

กระทรวงพาณิชย์ของไทยกำลังเร่งดำเนินการจัดทำข้อมูลเพื่อแก้ต่างกรณีที่สหรัฐอเมริกาเปิดไต่สวนคู่ค้า รวมถึงประเทศไทย ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า ค.ศ.1974 ซึ่งหากการแก้ต่างไม่ประสบความสำเร็จ อาจนำไปสู่การถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น สำหรับสินค้าจากไทย

การตั้งคณะทำงานและประเด็นที่ถูกกล่าวหา

นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งคณะทำงานเตรียมการรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯ โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางรับมือ ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯตัดสินให้การใช้มาตรการภาษีตอบโต้เป็นโมฆะ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้มาตรา 122 กฎหมายการค้า ขึ้นภาษีนำเข้าจากคู่ค้าทั่วโลก 10% เป็นเวลา 150 วัน สิ้นสุดเดือนกรกฎาคมนี้ รวมถึงเปิดไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เพื่อขึ้นภาษีนำเข้าคู่ค้าที่ทำการค้ากับสหรัฐฯอย่างไม่เป็นธรรม

สำหรับประเทศไทย สหรัฐฯได้กล่าวหาใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • มีกำลังการผลิตเกินในบางอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง
  • นำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานภาคบังคับ เช่น ปลา น้ำมันปลา อาหารสัตว์ เสื้อผ้า

กรมการค้าต่างประเทศได้หารือกับภาคเอกชนเพื่อทำข้อมูลแก้ต่าง และจะส่งความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรเข้าระบบไต่สวนของสหรัฐฯ ภายในวันที่15 เมษายน 2569

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ผลกระทบและแนวทางการเจรจา

หากไทยและคู่ค้าอื่นๆ ไม่สามารถแก้ต่างได้ คาดว่าสหรัฐฯจะปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากคู่ค้าที่ถูกเปิดไต่สวน โดยแต่ละประเทศอาจถูกจัดเก็บอัตราต่างกัน สินค้าไทยที่คาดว่าจะถูกเก็บภาษีคือทั้ง 2 กลุ่มที่ถูกกล่าวหา นอกจากนี้ สหรัฐฯอาจเร่งการไต่สวนเพื่อให้ทันกับการเก็บภาษี 10% ตามมาตรา 122 ที่จะสิ้นสุดเดือนกรกฎาคมนี้ เพราะอาจนำการขึ้นภาษีตามมาตรา 301 มาใช้แทน

สำหรับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ล่าสุด ไทยยังคงเดินหน้าหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) อย่างต่อเนื่อง โดยมีการหารือร่วมกันเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สาระสำคัญของการหารืออิงตามเนื้อหาที่อยู่ในแถลงการณ์ร่วมไทย-สหรัฐฯ ที่ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่มาเลเซีย เช่น การลดหรือเลิกอุปสรรคทางการค้า ยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) เป็นต้น ส่วนการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้หารือกันในรายละเอียดเพิ่มเติม

การเร่งทำข้อมูลแก้ต่างในครั้งนี้ถือเป็นความพยายามสำคัญของไทยเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าและหลีกเลี่ยงภาระภาษีเพิ่มเติมที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมภายในประเทศ