ไทยเร่งเครื่องเจรจาสหรัฐฯ รับมือข้อกล่าวหา ม.301 ก่อนเดดไลน์ 15 เม.ย. นี้
นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยกำลังเร่งดำเนินการเจรจากับสหรัฐอเมริกา เพื่อรับมือข้อกล่าวหาตามมาตรา 301 ก่อนกำหนดส่งเอกสารชี้แจงในวันที่ 15 เมษายน 2569 นี้ โดยหวังคลายแรงกดดันทางการค้าและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่
เตรียมความพร้อมชี้แจงข้อกล่าวหาหลักจากสหรัฐฯ
ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์หลังจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ คือการเตรียมความพร้อมเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ใน 2 คดีหลัก ได้แก่ ประเด็นเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน และ ข้อกล่าวหาเรื่องการนำเข้าสินค้าที่มีกระบวนการใช้แรงงานบังคับ จากประเทศต้นทาง กระทรวงฯ มีแผนส่งเอกสารแก้ต่างภายในวันที่ 15 เมษายน 2569 และจะส่งคณะทำงานไปหารือระดับเทคนิคแบบตัวต่อตัวกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เพื่อนำเสนอมาตรการแก้ไขและยืนยันข้อเท็จจริง
โอกาสการส่งออกไทยในตลาดสหรัฐฯ ยังสดใส
แม้เศรษฐกิจโลกเผชิญกับ New Normal จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่ไทยยังคงมีความมั่นใจในการส่งออก นางสาวกิริฎาระบุว่า ตัวเลขเฉลี่ยการส่งออกคาดว่าจะรักษาระดับเป็นบวกได้ โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะมีการเร่งนำเข้าสินค้าเพื่อกักตุนก่อนมาตรการภาษีต่อจีนบังคับใช้เต็มรูปแบบ
สินค้าส่งออกสูงสุด 20 อันดับแรกของไทยในตลาดสหรัฐฯ มีถึง 18 รายการที่แข่งขันกับจีนโดยตรง เช่น ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอัญมณี ซึ่งทำให้สินค้าไทยมีโอกาสแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น เนื่องจากเผชิญกับอัตราภาษีที่ต่ำกว่าสินค้าจีน
เดินหน้าขยายความตกลงการค้าเสรี (FTA)
ภาคเอกชนไทยตื่นตัวในการใช้ประโยชน์จาก FTA มากขึ้น โดยปัจจุบันไทยมี FTA กับ 18 ประเทศ มีสัดส่วนการใช้สิทธิประโยชน์สูงถึง 82% ของสินค้าที่เข้าข่าย คาดว่ามูลค่าการใช้สิทธิจะขยายตัวจาก 81,000 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 90,000 ล้านบาทในปี 2568 รัฐบาลยังเร่งผลักดัน FTA ฉบับใหม่ที่เจรจาเสร็จแล้วให้มีผลบังคับใช้เร็วที่สุด เช่น กับกลุ่มประเทศ EFTA ศรีลังกา และภูฏาน พร้อมเตรียมเปิดเจรจาข้อตกลงใหม่กับสหภาพยุโรป แคนาดา เกาหลีใต้ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อสร้างพันธมิตรและขยายตลาดส่งออก
กลยุทธ์ 3 ประการรับมือความผันผวน
นางสาวกิริฎาเสนอแนะกลยุทธ์เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวได้อย่างยั่งยืน ดังนี้
- การกระจายความเสี่ยง โดยหาตลาดส่งออกใหม่ แหล่งนำเข้าวัตถุดิบที่หลากหลาย และปรับวิธีการขนส่ง
- การยกระดับมาตรฐานสินค้าและกระบวนการผลิต ให้สอดคล้องกับมาตรฐานเศรษฐกิจสีเขียวและการลดการปล่อยคาร์บอน
- การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และลดต้นทุนการผลิต
การวางตัวเป็นกลางของไทยในโลกที่แบ่งออกเป็น 4 ขั้วเศรษฐกิจหลัก เปิดโอกาสดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรของไทยได้อีกด้วย



