มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยผลสำรวจค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมปี 2569 พบว่ามีเงินสะพัดรวม 66,376 ล้านบาท ขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี และเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี 2553 โดยผู้ปกครองเกือบครึ่งระบุว่าภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าและน้ำมันที่แพงขึ้น ส่งผลให้หลายครอบครัวต้องกู้เงินหรือจำนำทรัพย์สินเพื่อให้บุตรหลานได้เรียนหนังสือ
มูลค่าเงินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่าผลสำรวจภาวะการใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมสะท้อนแรงกดดันค่าครองชีพของผู้ปกครองไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยประเมินว่ามูลค่าการใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมปีนี้อยู่ที่ประมาณ 66,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6 ซึ่งสูงสุดในรอบ 13 ปีนับตั้งแต่ปี 2557 และเป็นมูลค่าสูงสุดตั้งแต่เริ่มสำรวจในรอบ 17 ปี
ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับการศึกษา
แม้ค่าใช้จ่ายจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการศึกษาของบุตรหลาน โดยเลือกที่จะกันเงินออมและปรับลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นเพื่อนำมาใช้ในช่วงเปิดเทอม เช่น การลดท่องเที่ยว ลดการจับจ่าย และลดค่าอาหารบางส่วน โครงสร้างค่าใช้จ่ายหลักยังคงเป็นค่าเล่าเรียน ค่าแรกเข้า หรือค่าใช้จ่ายพิเศษของโรงเรียน ขณะที่ค่าอุปกรณ์การเรียน หนังสือ รองเท้า และชุดนักเรียนก็ปรับเพิ่มขึ้นด้วย แม้กระทรวงศึกษาธิการจะไม่มีนโยบายบังคับให้ผู้ปกครองต้องซื้อชุดใหม่ แต่ผู้ปกครองจำนวนมากยังเลือกซื้อเพราะมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น
แนวโน้มโรงเรียนคุณภาพสูงขึ้น
แนวโน้มสำคัญคือผู้ปกครองเริ่มให้ความสำคัญกับโรงเรียนที่มีคุณภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียนสองภาษา โรงเรียนเอกชน และห้องเรียนพิเศษ สะท้อนว่าครัวเรือนไทยยังไม่ตัดลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวอ่อน และเป็นสัญญาณว่าการศึกษากลายเป็นต้นทุนสำคัญที่ครอบครัวไทยยอมแบกรับเพื่ออนาคตของลูก
ผลสำรวจค่าใช้จ่ายเฉลี่ย
นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 1,250 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่าค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมปีนี้มีมูลค่าเงินสะพัดรวม 66,372.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อน โดยผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรวม 29,930 บาท แบ่งเป็นโรงเรียนรัฐบาลห้องปกติ 10,975 บาท โรงเรียนรัฐบาลห้องพิเศษ 33,874 บาท โรงเรียนเอกชนภาคภาษาไทย 31,040 บาท และโรงเรียนเอกชนสองภาษา 52,660 บาท
ผู้ปกครองร้อยละ 48.3 ระบุว่าค่าใช้จ่ายปีนี้เพิ่มขึ้น และอีกร้อยละ 1.1 ระบุว่าเพิ่มขึ้นมาก สาเหตุหลักมาจากราคาสินค้าแพงขึ้นร้อยละ 32.4 ซื้อสินค้าจำนวนมากขึ้นร้อยละ 21.9 และค่ารถหรือราคาน้ำมันแพงขึ้นร้อยละ 13.8
พฤติกรรมการซื้อสินค้าเปิดเทอม
ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังต้องซื้อหนังสือเรียนใหม่ทั้งหมดร้อยละ 84.4 และรองเท้าหรือถุงเท้านักเรียนใหม่ทั้งหมดร้อยละ 61.4 ขณะที่สินค้าอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และกระเป๋า มีแนวโน้มซื้อใหม่บางส่วนหรือใช้ของเก่ามากขึ้น สะท้อนการปรับตัวลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
แรงกดดันต่อสภาพคล่อง
ภาระเปิดเทอมยังสร้างแรงกดดันต่อสภาพคล่อง โดยร้อยละ 27.1 ระบุว่ามีเงินไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ต้องแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินในระบบร้อยละ 26.0 จำนำทรัพย์สินร้อยละ 21.7 ยืมญาติพี่น้องร้อยละ 15.7 ผ่อนชำระเป็นงวดร้อยละ 15.4 ใช้บัตรกดเงินสดร้อยละ 12.4 และกู้นอกระบบร้อยละ 3.6
นอกจากนี้ ร้อยละ 49.8 ของผู้ปกครองมองว่าภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลานมาก โดยต้องลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นเพื่อประคองภาระ เช่น ลดการท่องเที่ยวหรือการผ่อนคลายร้อยละ 36.4 ลดใช้จ่ายส่วนตัวร้อยละ 26.9 ลดค่าอาหารในบ้านร้อยละ 20.9 และดึงเงินออมมาใช้ร้อยละ 13.7
ความต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ
ผู้ปกครองต้องการให้ภาครัฐช่วยลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายการศึกษาเพิ่มเติมมากที่สุดร้อยละ 36.9 รองลงมาคือสนับสนุนเงินอุดหนุนโดยตรงร้อยละ 34.5 อุดหนุนค่าเดินทางนักเรียนร้อยละ 21.9 และควบคุมราคาสินค้าที่เกี่ยวกับการเรียนร้อยละ 6.7 สะท้อนว่าค่าเรียน ค่าของ และค่าน้ำมันยังเป็นแรงกดดันหลักของครัวเรือนไทยในช่วงเปิดเทอมปีนี้



